posttoday
เข้าคิวซื้อข้าวสาร

เข้าคิวซื้อข้าวสาร

10 พฤษภาคม 2554

วันนี้ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ นอกจากจะเห็นข่าวการลด แลก แจก แถม

วันนี้ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ นอกจากจะเห็นข่าวการลด แลก แจก แถม

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์

ก่อนการเลือกตั้ง กับข่าวส่งเสริมให้คนขี้เกียจทำงานให้ได้หยุดงานกันทีละ 4 วัน 5 วันแล้ว ก็เห็นข่าวราคาข้าวเปลือกในประเทศกำลังขยับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาข้าวสารที่ซื้อขายกันในตลาดโลก ซึ่งต้องนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกร อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องออกมาตากฝนตากแดด ปิดถนนประท้วงรัฐบาลฐานทำให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ

ความจริงตั้งแต่เกิดปัญหาภัยธรรมชาติในประเทศต่างๆ ที่ทำให้ผลผลิตธัญพืชของโลกลดลง ในขณะที่ความต้องการธัญพืชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวสาลี หรือข้าวโพด นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ราคาข้าวเปลือกในประเทศควรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยตั้งแต่ต้นปีนี้ตามราคาธัญพืชประเภทอื่น แต่กลับปรากฏว่าราคาข้าวเปลือกในประเทศกลับทรงๆ อยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 6,000-8,000 บาทต่อเกวียน ในขณะที่รัฐบาลกำหนดราคาประกันรายได้ไว้ที่ประมาณ 1.1 หมื่นบาทต่อเกวียน พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีไปจ่ายชดเชยให้เกษตรกรประมาณเกวียนละเกือบ 3,000 บาท

ผมนึกสงสัยไม่หายว่า ทำไมราคาข้าวเปลือกถึงไม่ปรับตัวสูงขึ้นเหมือนราคาธัญพืชประเภทอื่น รวมทั้งบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย

เผอิญวันสองวันนี้มีข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ไทยสามารถส่งข้าวไปขายต่างประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงเดือน เม.ย. 2554 สูงถึงประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งคนในวงการข้าวคาดว่าอย่างน้อยในช่วง 6 เดือนแรกนี้ ปริมาณการส่งออกของข้าวไทยยังน่าจะทรงๆ อยู่ในเกณฑ์สูง เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านตัน

ถ้าตัวเลขนี้เป็นจริง ปี 2554 นี้ ไทยอาจส่งข้าวออกถึง 12 ล้านตัน เปรียบเทียบกับตัวเลขการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 9 ล้านตันในอดีต

ตัวเลขส่วนต่าง 3 ล้านตันนี้ อย่าคิดว่าน้อยนะครับ เพราะคิดแล้วเป็นการเพิ่มการส่งออกของไทยในตลาดโลกอีกประมาณ 10% ของปริมาณข้าวที่ค้าขายกับในตลาดโลก ปีละประมาณ 30 ล้านตัน และไทยเป็นผู้ครองตลาดอยู่ประมาณ 30% คือ ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี

ทีนี้ผมก็ลองสอบหาสาเหตุว่า ทำไมเราถึงสามารถส่งข้าวไปขายในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ก็พอได้ตัวเลขคร่าวๆ ว่า ในปริมาณข้าวสารที่ผลิตได้ทั่วโลกปีละประมาณ 400 ล้านตันนั้นผู้ผลิตรายใหญ่ที่เคยส่งออกขายแข่งกับไทยอย่างอินเดีย ซึ่งผลิตข้าวสารได้ปีละประมาณ 85 ล้านตัน และเคยส่งออกปีละประมาณ 45 ล้านตันนั้น ปีนี้ก็เลิกส่งออก เพราะความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีปัญหาการพัฒนาแหล่งน้ำ เลยเสียตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 2 ให้เวียดนามไป

ประเทศผู้ผลิตอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก คือ จีน ซึ่งผลิตข้าวสารได้ถึงประมาณปีละ 110 ล้านตัน และเคยเหลือส่งออกบ้างปีละ 5 แสน1 ล้านตัน ปีนี้ก็ไม่ส่งออก เพราะผลผลิตรวมลดลง เพราะฉะนั้นจึงเหลือไทยกับเวียดนาม ซึ่งถึงจะผลิตได้น้อย แต่เพราะมีประชากรน้อย จึงมีข้าวเหลือจากการบริโภคภายในประเทศส่งไปขายต่างประเทศได้ตามปกติ กล่าวคือ เวียดนามซึ่งผลิตได้ปีละประมาณ 30 ล้านตัน สามารถส่งขายปีละประมาณ 5 ล้านตัน และไทยซึ่งผลิตได้ปีละ 20 ล้านตัน แต่มีพลเมืองน้อยกว่า จึงมีข้าวเหลือไปขายต่างประเทศได้ถึงปีละ 9 ล้านตัน

ถ้าพูดอย่างนี้แล้วก็น่าที่ราคาข้าวไทยที่ส่งไปขายในต่างประเทศจะสูงขึ้นกว่าปกติ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าปัจจุบันราคาข้าวไทยที่จำหน่ายในตลาดโลกกลับลดลง จากเดิมที่เคยขายได้เฉลี่ยในสภาวะปกติที่ประมาณ 600-700 เหรียญสหรัฐต่อตัน เหลือเพียงประมาณ 400-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน

ผมทราบมาอีกว่าราคาข้าวไทยที่ขายในตลาดโลกปัจจุบันต่ำกว่าราคาข้าวเวียดนาม ซึ่งคุณภาพต่ำกว่าตันละประมาณ 5-10 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เพราะเท่าที่ผ่านมาในอดีตราคาข้าวไทยจะสูงกว่าราคาข้าวเวียดนามเสมอ เนื่องจากคุณภาพข้าวไทยสูงกว่าข้าวเวียดนาม เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นไม่เคยซื้อข้าวเวียดนามบริโภคในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นดังนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ 2 ประการ คือ หนึ่ง ข้าวเวียดนามสามารถพัฒนาคุณภาพได้ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าข้าวไทย จึงขายได้ราคาดีกว่าข้าวไทยที่เคยขายได้ราคาสูงกว่า กับสอง ผู้ส่งออกของไทยขายข้าวทุ่มตลาดตัดราคาคู่แข่ง

ผมเรียนตรงๆ ครับว่า ผมไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานยืนยันข้อสังเกตที่ว่า แต่ข้อเท็จจริง คือ ตั้งแต่มีการประกันรายได้เกษตรกรและปล่อยให้ราคาข้าวลอยตัวตามราคาตลาด ปรากฏว่าราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ตกต่ำมาตลอด ยกเว้นช่วงแรกๆ ที่มีการประกันรายได้ เพราะตอนนั้นเกิดการขาดแคลนข้าวอย่างรุนแรง เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคหลักอย่างจีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งทำให้ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้สูงกว่าราคาประกัน คือ ช่วงนั้นเกษตรกรขายข้าวได้เกวียนละ 1 หมื่นบาท เท่าๆ กับราคาประกันที่รัฐบาลกำหนด

หลังจากนั้นราคาข้าวเปลือกก็ตกลงต่ำกว่าราคาประกันโดยตลอด ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา และอีกประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทในปีปัจจุบัน

เป็นไปได้ไหมครับว่า การที่ผู้ส่งออกซื้อข้าวเปลือกได้ราคาถูก ทำให้สามารถส่งข้าวออกไปขายได้ต่ำกว่าราคาข้าวของประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม

ถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่า ก็หมายความว่ารัฐบาลไทยกำลังอุดหนุนผู้บริโภคต่างชาติให้ซื้อข้าวไทยบริโภคได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยรัฐบาลไทยเป็นผู้ชดเชยส่วนต่างนี้ให้

ถ้าเหตุผลที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกไม่สูงขึ้นเกิดขึ้นเพราะข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่ว่า เราคงไม่น่าภาคภูมิใจที่ส่งข้าวไปขายต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติ

ส่วนประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประเด็นหนึ่ง คือ ถ้าปล่อยให้มีการส่งออกลักษณะนี้ต่อไปอีกสัก 6-12 เดือนข้างหน้า คนไทยอาจต้องเข้าคิวซื้อข้าวกินเหมือนน้ำมันปาล์ม เพราะข้าวที่ใช้บริโภคในประเทศลดลงกว่าปกติ 4-5 ล้านตัน เนื่องมาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

ถึงตอนนั้นวาดภาพไม่ออกครับว่าจะวุ่นวายกันขนาดไหน ผมว่าถ้ายังไม่มีใครคิด ก็ลองคิดดูบ้างครับว่าถึงเวลาจะวางแผนกำหนดนโยบายการค้าข้าวทั้งภายในและภายนอกประเทศหรือยัง อย่าลืมว่าปัจจุบันรัฐไม่มีข้าวในสต๊อกสำรองไว้เหมือนเดิม 4-5 ล้านตันอีกแล้ว

ผมไม่รังเกียจหรอกครับ ถ้าข้อสังเกตทั้งหลายทั้งปวงที่พูดถึงผิดหมด เพราะถ้าเกิดถูกขึ้นมา มีหวังได้ดูกันไม่รู้จืดแน่ๆ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท