
การแก้ปัญหาดีเซลของรัฐบาลได้ไม่คุ้มเสียจริงหรือ?
นักวิชาการหลายฝ่ายต่างออกโรงมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลลง 5.70 บาท/ลิตร
นักวิชาการหลายฝ่ายต่างออกโรงมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลลง 5.70 บาท/ลิตร
โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์
เพื่อตึงราคาดีเซลไว้ที่ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ความพยายามดังกล่าวดูจะไม่ได้รับการตอบรับจากกระแสสังคมดีเท่าที่ควร เพราะถูกมองว่าเป็นนโยบายที่ต้องการมุ่งเน้นไปที่การหาเสียงเอาใจประชาชน ก่อนที่จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในช่วงเวลาอันใกล้นี้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดูแลปัญหาค่าครองชีพของประชาชน และมาตรการนี้จะช่วยชะลอการขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ แต่หลายท่านยังมองว่านโยบายเช่นนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ เพราะจะทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตสูญหายไปทันทีราว 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอย่างแน่นอน ไม่ว่าหลังการเลือกตั้งพรรคการเมืองไหนจะได้รับการเลือกตั้งให้มาบริหารประเทศก็ตาม
หลายท่านมองว่าเงินจำนวนนี้ ถ้าเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าหรือไม่ เช่น ลงทุนสร้างรถไฟฟ้า หรือทางรถไฟเพิ่ม
คำถามที่ผมอยากถามเล่นๆ แต่คิดดังๆ มีดังนี้ การลดภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมในเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่
ในขณะนี้การใช้น้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 56 ล้านลิตร/วัน โดยในช่วงก่อนที่จะมีการลดภาษีสรรพสามิต รัฐต้องแบกภาระการชดเชยดีเซลลิตรละประมาณ 6.40 บาท จากการใช้เงินกองทุนน้ำมันที่ทำการจัดเก็บจากน้ำมันประเภทต่างๆ ในอัตราที่แตกต่างกันเพื่อมาชดเชยซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินอยู่ที่วันละประมาณ 357 ล้านบาท ภายหลังการลดภาษีสรรพสามิตลงก็ยังคงมีการจัดเก็บอยู่แต่อยู่ในอัตราที่ต่ำมากเพียง 0.5 สตางค์/ลิตร ซึ่งช่วยให้ภาระการชดเชยจากกองทุนน้ำมันลดลงเหลือเพียง 0.1645 บาท/ลิตร
ผลต่อการบริโภคต่อประชาชนไม่ว่าก่อนหรือหลังการลดภาษีถือว่าไม่แตกต่างกัน เพราะประชาชนยังคงซื้อดีเซลได้ในราคาที่เท่าเดิมคือประมาณ 30 บาท/ลิตร กล่าวได้ว่ารัฐได้ช่วยประชาชนผู้บริโภคแบกรับภาระน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 21% ของต้นทุนการบริโภคดีเซล ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียวหากมองว่าน้ำมันดีเซลเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
แต่หากมองว่าเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของประชาชนผู้มีรายได้น้อยก็อาจจะพอยอมรับกันได้บ้าง เพียงแต่รูปแบบเดิมของการอุดหนุนเป็นการยักย้ายจากการเก็บจากน้ำมันเบนซินซึ่งจัดเก็บอยู่ที่ประมาณลิตรละ 0.17.5 บาท/ลิตร ตามชนิดของเบนซินมาเป็นการลดภาษีสรรพสามิตลง
หากว่าในอนาคตการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้และนำไปสู่การเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตในสินค้าชนิดอื่น นั่นย่อมเป็นการขยายวงของความรับผิดชอบทางด้านภาษีไปสู่สินค้าและบริการอย่างอื่น เช่น เหล้า บุหรี่ สถานบริการ ถามว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์นี่คือการบิดเบือนทางโครงสร้างภาษีและอาจนำไปสู่ปัญหาการบิดเบือนเชิงโครงสร้างได้ในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายเช่นนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าขัดต่อหลักการของนโยบายภาษีที่ดีที่จะต้องพยายามรักษาหลักของความเท่าเทียมทางภาษี (Equity Principle) และประสิทธิภาพทางด้านภาษี (Efficiency Principle) กล่าวคือตามหลักความเท่าเทียมทางภาษีนั้นควรจะต้องเน้นการแบ่งปันภาระทางด้านภาษีอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกันตามสัดส่วนของรายได้ของผู้ที่ถูกจัดเก็บภาษี
เราก็จะเห็นได้ว่าในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใช้น้ำมันดีเซลจะเป็นคนรวยหรือจนและมีรายได้เท่าไรก็ตาม เขาก็จ่ายในอัตราที่เท่ากันและได้ประโยชน์มากขึ้นหากบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า คนรวยย่อมมีกำลังในการซื้อสูงกว่าคนจน และจะได้ประโยชน์จากการนี้มากกว่าคนรายได้น้อยนั่นเอง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่หวังดีอยากให้ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้น้ำมันในราคาถูก
ไว้ตอนหน้าเรามาดูกันว่า มาตรการของรัฐบาลนั้นผู้ใช้ที่ได้รับประโยชน์เป็นกลุ่มหลักที่รัฐบาลตั้งใจให้ความช่วยเหลือหรือไม่?







