posttoday
การเมืองเปิดกว้างพลังกลางชี้ขาดโค้งสุดท้าย

การเมืองเปิดกว้างพลังกลางชี้ขาดโค้งสุดท้าย

10 พฤษภาคม 2554

มีหลายโพลออกมาอุ่นเครื่อง สร้างสีสันก่อนที่พรรคการเมืองจะลงสนามเลือกตั้งจริง

มีหลายโพลออกมาอุ่นเครื่อง สร้างสีสันก่อนที่พรรคการเมืองจะลงสนามเลือกตั้งจริง

 
โดย...ทีมข่าวการเมือง

มีหลายโพลออกมาอุ่นเครื่อง สร้างสีสันก่อนที่พรรคการเมืองจะลงสนามเลือกตั้งจริง ที่จะมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาบังคับใช้วันนี้

โพลส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะที่หนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้อันดับสองตามคาด

ที่น่าสนใจ คือ การชนะของเพื่อไทยกลับไม่ได้เป็นชัยชนะที่เหนือคู่แข่งอย่างเด็ดขาด

ตัวแปรสำคัญ คือ “ก้อนเสียง” หรือกลุ่มกลางๆ ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด ที่มีสัดส่วนสูงถึง 40-50%

กลุ่มคนกลางๆ ที่ยังไม่เลือกใครในส่วนนี้ จึงชี้ว่าทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ยังมีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้ง หากสามารถดึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ให้มาเลือกฝ่ายตัวเองได้ ย้อนดูเนื้อหาโพลต่างๆ เอแบคโพลล์สำรวจความเห็นสดๆ ร้อนๆ ระหว่างวันที่ 17 พ.ค. ใน 17 จังหวัดกระจายตามภูมิภาคต่างๆ จาก 2,143 ตัวอย่าง ผลสำรวจพบว่า เพื่อไทยมีคะแนนนำในระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่ 36.4% ประชาธิปัตย์ 34.1% แต่ถ้าเทียบคะแนนนิยมเมื่อเดือน เม.ย. พบว่าประชาธิปัตย์นำเพื่อไทยโดยอยู่ที่ 39.6% เพื่อไทย 36.2%

การเมืองเปิดกว้างพลังกลางชี้ขาดโค้งสุดท้าย

 ผู้จัดทำโพล ระบุว่า เหตุที่ประชาธิปัตย์คะแนนตกลงเล็กน้อย เพราะปัจจัยจากการประชุม ครม.นัดสุดท้ายที่มีข่าวว่าทิ้งทวนเทกระจาด

ขณะที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งไม่ระบุว่าพรรคใดอยู่ที่ 24-29%

ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ยังสะท้อนว่า 2 พรรคใหญ่ได้คะแนนสูสี โดยที่เพื่อไทยมีคะแนนนำเหนือทุกด้าน ไม่ว่าความรวดเร็วในการทำงาน อุดมการณ์ด้านประชาธิปไตย การเข้าถึงประชาชน ความสามารถด้านเศรษฐกิจ ยกเว้นเรื่องเดียว คือ ความซื่อสัตย์สุจริตที่ด้อยกว่าประชาธิปัตย์

ถัดมาเป็น นิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจช่วงวันที่ 23 พ.ค. จากทั่วทุกภูมิภาคจำนวน 1,203 คน พบว่า 23.3% เลือกเพื่อไทย 20.2% เลือกประชาธิปัตย์ 2.99% ภูมิใจไทย และอื่นๆ 0.58%

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจสูงถึง 52.8%

เมื่อเจาะลึกไปที่ระบบปาร์ตี้ลิสต์โดยตรง พบว่า 35.4% เลือกเพื่อไทย 24.6% เลือกประชาธิปัตย์ 3% ภูมิใจไทย พรรคอื่นๆ อีก 0.3%

ที่เหลือ 36.24% ยังไม่ตัดสินใจ

อีกโพลคือ “อีสานโพล” โดยศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำรวจเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเป็นฐานเสียงของเพื่อไทย จำนวน 2,354 ราย ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.3 พ.ค. พบว่า 63% เลือกเพื่อไทย รองลงมา 20% เลือกประชาธิปัตย์ ถัดมา 9% เลือกภูมิใจไทย 5% เลือกชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

กระนั้น แม้ภาคอีสานซึ่งพื้นที่แดงเหล่านี้ ก็ยังมีกลุ่มที่ไม่ได้ตัดสินถึง 33%

เมื่อดูกลุ่มกลางๆ เฉลี่ยในแต่ละโพลจะอยู่ที่ 30-50% แน่นอนว่า พลังเสียงของคนกลุ่มนี้จะเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล หากเพื่อไทยสามารถช่วงชิงฐานเสียงกลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาแล้วตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เรียกได้ว่า แบเบอร์ 100% แน่ เพราะเท่ากับปิดประตูไม่ให้อีกขั้วได้รวมเสียงแข่งตั้งนายกฯ ได้

ถามว่า กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด เป็นอารมณ์ประเภทไหน

คำตอบจากทั้งฝ่ายประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ที่จับกระแสสังคมออกวิเคราะห์ไม่ต่างกันว่า เป็นกลุ่มคนชั้นกลางในเมือง มีการศึกษา ซึ่งมักรอตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง รอให้แต่ละฝ่ายปล่อยของออกนโยบาย แสดงจุดยืนให้เข้มข้นกว่านี้

ไม่แปลกที่มีกลุ่มพลังเงียบยังไม่แสดงจุดยืนมากถึง 50% ขนาดนี้ เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็จะมีคนกลุ่มนี้ปรากฏผ่านโพลทุกครั้ง

สำหรับเพื่อไทยมองว่า ก้อนเสียงกลุ่มนี้เดิมเป็นกลุ่มที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ แต่ผิดหวังกับรัฐบาล เบื่ออภิสิทธิ์ เพราะบริหารประเทศล้มเหลว เกิดปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง ทุจริตคอร์รัปชัน

ทักษิณ ชินวัตร และทีมงาน จึงทำทุกวีทางที่จะฮุบเสียง 40-50% นี้ให้ได้ ถ้าได้สักครึ่งเชื่อว่าเพื่อไทยจะชนะเกินกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้ใจเพื่อไทยก็ยังชนะแต่เหนือประชาธิปัตย์ไม่มาก นั่นหมายความว่า เพื่อไทยอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล!

กลยุทธ์ของเพื่อไทยจึงเดินหน้าขายนโยบายประชานิยมเต็มสูบ เพื่อเสริมจุดแข็งเหมือนในช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯ บริหารประเทศ เพราะเชื่อว่าคนกลุ่มนี้อยากเปลี่ยนมาใช้บริการเพื่อไทยเพื่อให้มาแก้ปัญหาค่าครองชีพ

ทักษิณจึงสั่งทีมเศรษฐกิจ ลูกพรรค บรรดาว่าที่ผู้สมัคร สส.ให้หาเสียงด้วยนโยบายอย่างเดียวกัน ไม่ว่าการชี้แจงผ่านสื่อ ผ่านเวทีเสวนาประชันนโยบายที่จะเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดระหว่างเลือกตั้ง และที่เป็นข้อห้าม คือ อย่าหาเสียงที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นหัวข้อที่สร้างความขัดแย้งทางการเมือง เนื่องจากคนกลุ่มกลางๆ นี้ “ขี้ตกใจ” “อ่อนไหวง่าย” ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปตามครรลองและสงบ จะได้ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ไม่เท่านั้น เพื่อไทยพยายามกลบ “จุดอ่อนตัวเอง” ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงจากกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.พ.ค.ปีที่แล้ว โดยให้แกนนำเสื้อแดง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือแดง นปช. ที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เพื่อไทย ลดบทบาทลงเพื่อสร้างบรรยากาศความสงบ อย่าเคลื่อนไหวหรือแถลงข่าวหวือหวาในช่วงนี้ เพื่อทำให้คนกลางๆ เลิกกลัวเพื่อไทยและเสื้อแดงที่ผูกติดกันอยู่ หากได้มาเป็นรัฐบาล บ้านเมืองจะไม่วุ่นวาย ทักษิณกลับไทย ก็จะไม่สร้างความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่เกิน 60 วันจากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง วันที่ 3 ก.ค. ยังมีปัจจัยแปรผันอีกมากที่จะกระทบต่อคะแนนนิยมของสองพรรค เพราะทั้งคู่ต้องเปิดศึก งัดกลยุทธ์มาโจมตีจุดอ่อน ทั้งบนดินและใต้ดินกันอย่างถึงพริกถึงขิง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง จึงอาจชี้ว่าสถานการณ์บรรยากาศการหาเสียงของแต่ละขั้วขณะนั้น ใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเลือกของ “คนกลางๆ” ส่วนที่เหลือเลือกข้างชัดเจนแล้ว 

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน