posttoday
พระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคต มิดเดิลตัน ในมุมเศรษฐศาสตร์

พระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคต มิดเดิลตัน ในมุมเศรษฐศาสตร์

09 พฤษภาคม 2554

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย...สรศาสตร์ สุขเจริญสิน

ทั่วโลกต่างก็มุ่งความสนใจไปที่พระราชพิธีเสกสมรสที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายหนุ่มรูปงามแห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ และ เคต มิดเดิลตัน ที่บัดนี้ได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น เจ้าหญิงแคเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์แล้ว เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นงานพระราชพิธีเสกสมรสที่ใหญ่โตที่สุดในช่วงนี้ จนกลายเป็น Talk of the World ไปแล้ว

แต่ควันหลงจากงานพระราชพิธีก็ยังคงได้รับความสนใจและถูกพูดถึงไปทั่วโลก โดยมีรายงานว่า พระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีน ได้ทำสถิติมีผู้ชมการถ่ายทอดสดออนไลน์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกด้วยว่า คีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหามากที่สุดในสังคมออนไลน์ขณะนี้ก็คือคำว่า Royal Wedding นั่นเอง สื่อสำนักต่างๆ ก็ได้มีการกล่าวถึงงานแต่งงานแห่งทศวรรษนี้ในแง่มุมต่างๆ

ผมคิดว่านักเศรษฐศาสตร์ก็ควรมีส่วนร่วมกับเขาบ้าง โดยประเด็นที่ผมสนใจคงไม่ได้เกี่ยวข้องกับชุดเจ้าสาวแสนสวยที่ผู้คนพากันกล่าวขวัญถึง แต่ผมจะขอกล่าวถึงประเด็นที่ว่า การแต่งงานในครั้งนี้สร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างไร

ในการวิเคราะห์นั้น นักเศรษฐศาสตร์จะทำการเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนจากกิจกรรมที่สนใจ ในกรณีนี้ ผมจะขอเริ่มต้นจากค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีเสกสมรส ซึ่งค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม และเคต มิดเดิลตัน นี้มีหลายส่วนด้วยกัน ทั้งค่าบริการสาธารณะ ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย และค่าทำความสะอาด รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ที่ผู้เสียภาษีชาวอังกฤษต้องแบกภาระ จึงเป็นโจทย์สำคัญของสำนักพระราชวัง เนื่องจากต้องจัดงานให้สมฐานะ แต่ต้องไม่ดูฟุ่มเฟือยจนเกินไป

นับเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายเจ้าสาวมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับที่สามัญชนคนอื่นแต่งงานกัน โดยครอบครัวมิดเดิลตันได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับค่าชุดแต่งงาน ค่าชุดเพื่อนเจ้าสาว และค่าห้องพักสุดหรูที่โรงแรมระดับนับดาวไม่ถ้วน

นอกจากนี้ ยังต้องประเมินถึงการสูญเสียรายได้เงินบริจาคของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งต้องปิดเพื่อเตรียมสถานที่จัดงานอีกด้วย และเมื่อพิจารณาในแง่ผลกระทบของเศรษฐกิจโดยรวมในการประกาศให้วันพระราชพิธีเสกสมรสดังกล่าวเป็นวันหยุดนั้น ว่ากันว่าน่าจะทำให้เกิดผลกระทบกับ GDP ของประเทศลดลงประมาณ 5,000 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

หากมองในแง่ผลประโยชน์ที่เกิดจากการแต่งงานในครั้งนี้บ้าง ก็จะพบว่า พระราชพิธีเสกสมรสในครั้งนี้สร้างการตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับประเทศอังกฤษให้คนทั่วโลกได้รับรู้ มีรายงานจากการท่องเที่ยวของอังกฤษ ที่ประมาณว่าในวันพระราชพิธีเสกสมรสจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในกรุงลอนดอนเพื่อเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนคน ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจการค้าขายของที่ระลึกของงานพระราชพิธีเสกสมรสคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น

นอกจากนี้พระราชพิธีเสกสมรสยังเป็นโอกาสที่อังกฤษจะได้นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและพระราชพิธีที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของอังกฤษที่กำลังซบเซาให้กลับมาคึกคัก โดยจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว ผลที่ตามมาก็คือปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วง 23 ปีนับจากนี้ ซึ่งก็น่าที่จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

นี่ยังไม่รวมการจ้างงานอีกกว่าแสนตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่จะมีจำนวนงานเพิ่มขึ้น และจะไปขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น ผลผลิตจากการแต่งงานที่จะเกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงองค์น้อย ก็ล้วนแล้วแต่จะเพิ่มมูลค่าให้กับราชวงศ์อังกฤษทั้งนั้น เพราะเป็นรัชทายาทที่ต่อสายป่านในการสืบราชบัลลังก์ เพื่อการคงอยู่ของราชวงศ์อังกฤษต่อไป

ดังนั้น หากพิจารณาโดยรวม ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ผมก็ฟันธงชาติอังกฤษได้เลยครับว่า งานพระราชพิธีเสกสมรสในครั้งนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

และเมื่อการแต่งงานก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขนาดนี้แล้ว ท่านที่ยังไม่ได้แต่งงานก็คงอยากแต่งงานกันแล้วล่ะสิครับ แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้เป็นสามัญชนผู้โชคดีที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายในฝันหรือเจ้าหญิงในฝันเลยครับ เรื่องนั้นคงต้องเก็บไว้ฝันดีกว่า เพราะถ้าช้าไป อาจจะไม่ได้แต่ง อดสร้างมูลค่าเพิ่มนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท