
โปรดรักษาความสงบ
การเมืองแบบไทยๆ มีความแปลกแตกต่างจากการเมืองในนานาอารยประเทศอยู่หลากหลายประการ
การเมืองแบบไทยๆ มีความแปลกแตกต่างจากการเมืองในนานาอารยประเทศอยู่หลากหลายประการ
แม้ไทยเริ่มปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จวบจนปัจจุบัน ปรากฏว่าทหารยังคงมีบทบาทกับการปกครองไทยมาโดยตลอด นับแต่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ปรากฏการณ์ที่ปลูกฝังในจิตใจทั้งต่อทหารและประชาชน ทำให้เกิดทัศนะ ความเชื่อว่าการเข้าแทรกแซงหรือเข้ามามีบทบาททางการเมืองเป็นความปกติธรรมดาของการปกครองไทย
หลัง พ.ศ. 2535 ทัศนะของทหารมีการปรับเปลี่ยน โดยกลับเข้าสู่กรมกอง พยายามแยกตัวออกจากฝ่ายการเมืองและอำนาจทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด จนเชื่อกันโดยทั่วไปว่าประเทศไทยจะปราศจากการล้มอำนาจรัฐบาลด้วยการรัฐประหาร
เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อทัศนคติของผู้นำทางทหารรุ่นต่อมาต่อการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนเปลี่ยนไป ทำให้คนไทยได้เห็นการรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 และคืนอำนาจแก่ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพราะทราบดีว่าการใช้กำลังเข้าล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย นำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก
ปัจจุบันประเทศกลับเข้าสู่การปกครองของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยาวนานกว่า 3 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และการช่วงชิงอำนาจของนักการเมือง ทำให้บุคคลบางกลุ่มเกิดความคิดที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามเคลื่อนไหวสนับสนุนให้ทหารออกมาจัดระเบียบการปกครองประเทศ
การกดดันทั้งด้วยการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย การปล่อยข่าวลือ ได้สร้างความอึดอัดแก่ผู้นำทหารในปัจจุบันอย่างยิ่ง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ผู้นำ 4 เหล่าทัพ ยืนเรียงแถวประกาศจุดยืนว่าจะไม่มีการรัฐประหารภายใต้การนำของผู้มีอำนาจทางทหารในปัจจุบัน
กระนั้นก็ตาม การแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองจาก 2 ขั้วในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งประเทศกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง กลับมีความพยายามผลักดันให้ทหารไปอยู่กับกลุ่มการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง ทั้งอาจโดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ดังเห็นได้จากบางคำถามที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ว่ากองทัพจะรับได้หรือไม่หากนักการเมืองกลุ่มขั้วอำนาจเก่าได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและเข้ามาบริหารประเทศ
คำถามลักษณะนี้ นอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ยังเสมือนดูถูก หรือไม่ไว้วางใจว่ากองทัพจะเคารพกับการตัดสินใจของประชาชน และอาจนำไปสู่การถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นเพื่อขยายผลความขัดแย้งทางการเมืองให้เกิดความรุนแรงกว่าเดิม
ในฐานะสื่อมวลชนจึงใคร่เรียกร้องให้พึงระมัดระวังให้การจุดประเด็นด้วยคำถามที่จะทำให้เกิดบาดแผลต่อระบอบประชาธิปไตย







