
ชายแดนตากเดือดพม่าขยี้กะเหรี่ยงหนัก
พม่าเสริมกำลังพร้อมอาวุธหนักไล่ขยี้ทหารกะเหรี่ยงจากชายแดนตากไปยันเมืองกาญจนบุรี
พม่าเสริมกำลังพร้อมอาวุธหนักไล่ขยี้ทหารกะเหรี่ยงจากชายแดนตากไปยันเมืองกาญจนบุรี
สถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-พม่าบริเวณ อ.อุ้มผาง เต็มไปด้วยความตึงเครียดตลอดทั้งวันหลังมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายทหารรัฐบาลพม่าสั่งเสริมกำลังทหาร พร้อมลำเลียงอาวุธหนักนานาชนิดเข้าบดขยี้โจมตีฐานที่มั่นสำคัญของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระเคเอ็นยู หรือทหารกะเหรี่ยงคริสต์ กองกำลังทหารกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย ดีเคบีเอ กองพันที่ 103 บริเวณค่ายอะซิน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญปราการสุดท้ายในพื้นที่จังหวัดตาก
ทั้งนี้ มีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า ทหารพม่าได้เสริมกำลังอีก 7 กองพันตามคำสั่งของพลจัตวาทูนเล วิน แม่ทัพภาคตะวันออกเฉียงใต้พร้อมติดอาวุธเต็มอัตราศึก ทั้ง ปืน ค.60 ค.80 และ ค.120 พร้อมทั้งจรวดอาร์พีจี เคลื่อนกำลังพลเข้าเคลียร์พื้นที่ทางใต้ของ จ.เมียวดีไล่ไปตามแนวตะเข็บชายแดนไทยลงไปจนถึงบ้านใจโด่ง ตรงข้ามบ้านเปิงเคลิ่ง ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง โดยมีภาระกิจไปจนถึง จ.พญาตองซู ด้านฝั่งตรงข้าม อ.พระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี
อย่างไรก็ตาม สำหรับการเคลื่อนทัพใหญ่ครั้งนี้ ทางการพม่าต้องการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยกระเหรี่ยงดีเคบีเอสังกัดกองพลน้อยกลูโบ๊ะ ทู และเคเอ็นยูให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะค่ายอะซิน ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ของกองกำลังชนกลุ่มน้อยเคเอ็นยู และดีเคบีเอ ภายใต้การนำของพ.อ.นะคะมุย ที่เป็นผู้นำทหารบุกเข้าโจมตีและยึด จ.เมียวดี เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่ผ่าน จนสร้างความโกรธแค้นให้กับรัฐบาลพม่าอย่างถึงที่สุด
นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทหารพม่าได้ระดมอาวุธหนักมาพักอยู่ที่บ้านกอกาเลก จ.กอกาเลก ประเทศพม่า ห่างจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ลึกเข้าไปทางตะวันตกประมาณ 60 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพ ที่ทหารพม่านำออกมาใช้ ขณะเดียวกันทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ ได้ส่งกำลังทหาร 3 กองพัน ออกจากค่ายอะซิน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ ไปตั้งแนวรับอยู่ที่บริเวณแนวหน้าห่างจากค่าย ประมาณ 3-4 กิโลเมตร ซึ่งกำลังที่น้อยกว่ารวมทั้งอาวุธทานทหารพม่าไม่ไหว จึงต้องถอยร่นออกจากที่มั่น รายงานข่าวแจ้งว่าทหารกะเหรี่ยงสูญเสียกำลังพลไปนับสิบ
สถานการณ์ที่ตึงเครียดดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงนับพันคนซึ่งเป็นมวลชนกะเหรี่ยงของดีเคบีเอ ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนบริเวณบ้านใจโด่งอพยพเข้ามาอาศัยในบริเวณป่าละเมาะ และที่สำนักสงฆ์บ้านเปิงเคลิ่ง ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 4 แล้วโดยกลางคืนจะหลบเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตไทยส่วนกลางวันก็จะกลับไปดูแลทรัพย์สินที่บ้าน ซึ่งมี ตชด.คอยรักษาการณ์บริเวณแนวชายแดน
ด้านนายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวยอมรับว่า การสู้รบตามแนวชายแดนที่น่าห่วงที่สุดคือ บริเวณพื้นที่ตรงข้าม อ. อุ้มผาง ยังน่าเป็นห่วงเพราะมีฐานที่มั่นกะเหรี่ยงดีเคบีเอและมีบ้านพักของพ.อ.นะคะมุย ขณะเดียวกันผู้นำชุมชนในหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนของ อ.อุ้มผาง ได้มีการแจ้งให้ลูกบ้านเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และเตรียมพร้อมอพยพ หากมีสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ







