
ปาร์ตี้ลิสต์พ่นพิษ ปชป.กระเพื่อม
สงครามตัวเลขที่แต่ละพรรคการเมืองพร้อมใจกันออกมา “บลัฟ” เป้าหมายเก้าอี้ สส. เที่ยวนี้
สงครามตัวเลขที่แต่ละพรรคการเมืองพร้อมใจกันออกมา “บลัฟ” เป้าหมายเก้าอี้ สส. เที่ยวนี้
หวังประกาศศักดาข่มขวัญคู่ต่อสู้ เรียกขวัญคนกันเองเอาฤกษ์เอาชัย แต่เอาเข้าจริงแค่จับอาการ สส.เขตดิ้นหนีตายไม่ยอมลงบัญชีรายชื่อ ก็สามารถสะท้อนผลโพลที่แท้จริงของแต่ละพรรคได้ไม่ยาก
ชัดเจนที่สุดเวลานี้ หนีไม่พ้น “ประชาธิปัตย์” ที่ออกอาการป่วนไม่หยุด จนกรรมการคัดเลือกผู้สมัครที่มีอยู่ 3 ชุด เคาะกันไม่ลงตัวเสียที
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในพรรค หนีไม่พ้นแนวคิดสร้างเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน สส.รุ่นลายคราม ตามยุทธศาสตร์ของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสมาชิกร่วมชายคาพระแม่ธรณี
เมื่อในทางปฏิบัติ “เลือดใหม่” ที่พยายามปลุกปั้น กลับกลายเป็นตัวแทนจาก “กลุ่มทุน” และ “ทายาทการเมือง” ที่เข้ามาเบียด สส. เจ้าของพื้นที่เดิม จนต้องระเห็จขึ้นไปอยู่บัญชีรายชื่อแบบจำใจ ทำได้แค่ฟาดงวงฟาดงา แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าการดัน “เลือดใหม่” ได้เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน ที่มี สส.หน้าใหม่แจ้งเกิดกับพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก ทั้ง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สกลธี ภัททิยกุล ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ฯลฯ และครั้งนี้ยังพยายามดันหน้าใหม่เข้ามาอีกรอบ จนเป็นห่วงว่าการดันคนหน้าเก่าไปลงบัญชีรายชื่อปล่อยให้หน้าใหม่มาลงเขตอาจจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิด และทำให้ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งเที่ยวนี้
อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมาแนวคิดถ่ายเลือดใหม่นี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงว่า เปิดให้กลุ่มทุนเข้ามามีบทบาทในพรรค ดังจะเห็นชัดเจนตั้งแต่สมัย ตั้ง “รัฐมนตรี” ที่มีโควตานายทุนเข้ามาแทรกโผ ครั้งนี้ลูกพรรคหลายคนจึงเป็นห่วงว่ากลุ่มทุนกำลังจะครอบงำพรรค แทนคนที่เคยทำงานร่วมหัวจมท้ายมาตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน
จัดโผเที่ยวนี้จึงถึงขั้นลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องระหองระแหงของผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ตั้งแต่ นายหัวชวน หลีกภัย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ว่า ควรจะเปิดให้เจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็น สส.อยู่เดิมย่อมมีสิทธิก่อน จนถูก สุเทพ เทือกสุบรรณ โต้กลับว่า แล้วแต่ความเหมาะสม บางคนทำงานพื้นที่แล้วไม่ราบรื่นด้วยลักษณะส่วนบุคคล ต้องนำมาทบทวน แต่จะไม่มีการพิจารณาว่า คนนั้นเป็นสายนั้นสายนี้
“ส่วนว่าหลังจัดตัวผู้สมัคร สส.แล้ว จะทำให้กระเพื่อมจนมี สส.ย้ายพรรค ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เรื่องย้ายพรรค ห้ามไม่ได้ ยังไม่ทันพิจารณาเสร็จก็มีการย้ายพรรคแล้วก็มี”
ที่สำคัญการจัดวางตัวผู้สมัครเที่ยวนี้ ยังถูกในพรรคโจมตีถึงขั้นทำให้จำนวนเก้าอี้ลดลงจากการวางตัวคนลงสนามที่ผิดพลาด
ก่อนจะนำมาสู่เสียงสะท้อนจากฝั่งสภาที่ปรึกษาพรรคว่าตัวเลขความเป็นไปได้จะอยู่ที่ 150 ที่นั่ง ไม่ใช่ 200 กว่าอย่างที่ “สุเทพ” ประเมิน แน่นอนว่าตามมาด้วยการปะทะคารมกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยตามสไตล์ประชาธิปัตย์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ สส.เขตทั้งหลายไม่อยากไปเสี่ยงกับการขึ้นบัญชีรายชื่อ แม้จะมีสัญญาใจว่าจะได้ลำดับดีแน่นอน ก็คือมุมมองเรื่องลำดับ “ปลอดภัย” ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นลำดับที่เท่าไหร่ เมื่อแกนนำบางส่วนประเมินว่าจะได้บัญชีรายชื่อถึง 55 ที่นั่ง แต่ส่วนตัว สส.หลายคนยังเชื่อว่าแค่ 45 ก็ยังต้องลุ้นกันเหนื่อย จึงเห็น สส.หลายคนยอมออกมาพลีชีพ ขอหนีตายไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์
เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าการจัดบัญชีรายชื่อของพรรค 125 คน 30 ลำดับแรกคงต้องเปิดให้ สส.บัญชีรายชื่อเดิม กลุ่มถัดมา คือ กลุ่ม สส.เขต ที่รั้งตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถูกจัดวางให้อยู่ในบัญชีรายชื่อเที่ยวนี้ประมาณ 10 คน อาทิ กรณ์จาติกวณิช คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช องอาจ คล้ามไพบูลย์ อภิรักษ์ โกษะโยธิน
แค่นี้บัญชีรายชื่อใหม่ก็ต้องเริ่มต้นที่ลำดับ 40 ยังไม่รวมกับโควตา “นายทุน” ที่อาจมีตั๋วพิเศษข้ามหัวมานั่งในลำดับดีๆ ได้ตลอดเวลา
สส.เขตทั้งหลายที่แม้จะรู้ตัวดีว่า สนามเลือกตั้งเที่ยวนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายกับคู่แข่ง ที่ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทย แต่ทั้งภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน การเมืองใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นคู่แข่งที่มีผลต่อทุกคะแนนเสียงในเวลานี้ แต่ยังพร้อมขอลงพื้นที่พอได้ลุ้น ดีกว่าไปฝากความหวังแบบไร้อนาคตกับการลงบัญชีรายชื่อ
โค้งสุดท้าย ว่าที่ผู้สมัครแต่ละคนจึงต้องดิ้นหนีขอลงเขตกันสุดตัว !!!
ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อส่องดูรายชื่อว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่ กทม. ทั้ง จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ ชาญวิทย์วิภูศิริ ฯลฯ ที่จับจองพื้นที่ไปบางส่วนแล้ว งานนี้เมื่อต้องนำเขตที่เหลือมาเกลี่ยกันใหม่ย่อมทำให้ สส.พื้นที่ที่ทำพื้นที่มานานต้องหลุดโผ แม้จะให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเจรจาปลอบขวัญกันหลายรอบ แต่ก็เคลียร์ได้ไม่สนิทใจ หลายคนยังยืนยันของลงเขตเดิม
อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของพื้นที่เขต 2 ที่ทำพื้นที่มาอย่างเหนียวแน่น และเป็นเขตผูกขาดของประชาธิปัตย์มายาวนานต่อเนื่อง เมื่อต้องถูกดันไปลงบัญชีรายชื่อ ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการอุทธรณ์แสดงความประสงค์จะลงระบบเขต และหากต้องลงบัญชีรายชื่ออาจจะต้องขอถอนตัว
โกวิทย์ ธารณา เจ้าของฉายา “วิทย์บางแค แคร์ทุกคน” ที่ปลุกปั้นพื้นที่มานาน และต้องถูกดันขึ้นบัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้ อรอนงค์ คล้ายนก ถึงกับทำให้เจ้าตัวออกมาเปิดฉากอัดผู้ใหญ่ ไม่ทำตามธรรมเนียมพรรค ที่ยึดหลักอาวุโสก่อน สร้างความแตกแยกของฐานเสียงในพื้นที่ “ผมเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กที่จะทำเช่นนี้ได้”
วัชระ เพชรทอง แม้จะเป็นเด็กในคาถา บัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานคัดเลือกผู้สมัคร แต่ก็ไม่ได้ดันลงเขตได้ ทำให้เจ้า “วัชระ” ทิ้งระเบิดลูกโตอัดระบบพรรคเละ ว่าตนเองไม่มีเงินบริจาคให้พรรค กระทบไปถึงเด็กเส้นที่ข้ามหัวมาลงในพื้นที่
ยังไม่รวมกับในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ที่เป็นปัญหากันอย่างหนักในจังหวัดที่ต้องยุบรวมลดเขตตามรัฐธรรมนูญใหม่ ไล่มาตั้งแต่ พังงา ที่ 2 เขต เหลือ 1 เขต ที่ยากจะตัดสินใจให้ กันตวรรณ ตันเถียร หรือ จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ลงเขต เมื่อแน่นอนว่าลงเขตในนามประชาธิปัตย์ ย่อมง่ายกว่าไปลุ้นคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ
ถัดมาที่เป็นปัญหาหนักคือ นครศรีธรรมราช ซึ่งถูกลดจาก 10 เขต เหลือ 9 เขต งานนี้“หมอผี” สัมพันธ์ ทองสมัคร ที่ถูกบี้ให้ขึ้นปาร์ตี้ลิสต์มาหลายรอบ เที่ยวนี้แม้เจ้าตัวจะออกตัวแต่แรกว่าขอรักษาฐานพื้นที่ต่อ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องยอมไปลุ้นกับบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่รู้จะมีแรงกระเพื่อมอะไรออกมาหรือไม่







