posttoday
เกรียงศักดิ์หวั่นเลือกตั้ง ทำชนวนขัดแย้งบานปลาย

เกรียงศักดิ์หวั่นเลือกตั้ง ทำชนวนขัดแย้งบานปลาย

02 พฤษภาคม 2554

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เตือนพรรคการเมืองอย่าคิดถึงแต่ตัวเองจนบ้านเมืองกลับสู่วังวนวิกฤตการเมืองรอบใหม่ ซึ่งอาจปะทุเป็นสงครามกลางเมือง

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เตือนพรรคการเมืองอย่าคิดถึงแต่ตัวเองจนบ้านเมืองกลับสู่วังวนวิกฤตการเมืองรอบใหม่ ซึ่งอาจปะทุเป็นสงครามกลางเมือง

เปิดมุมมอง ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครผู้ว่ากทม.แบบอิสระไร้สังกัด ต่อสถานการณ์เมืองในประเทศไทยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ “การเลือกตั้งใหม่”  ซึ่งดร.เกรียงศักดิ์เชื่อว่า การเมืองยังหาจุดสงบยาก  ถ้าประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
      
ดร.เกรียงศักดิ์ บอกว่า ได้รับการชักชวนให้ลงเลือกตั้งจากหลายพรรคการเมือง แต่ส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธไป  ยืนยันว่ามองทุกฝ่ายอย่างเป็นมิตร และเข้าใจทุกคน ทุกพรรค แต่ก็ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาของประเทศที่อาจจะเพิ่มขึ้น

“ส่วนตัวอยากให้กำลังใจประเทศนี้ ไม่อยากให้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เติมเชื้อไฟให้ปัญหา อยากเห็นทุกฝ่ายคุยกันด้วยความเมตตาและเข้าใจกันอย่างแท้จริง วางปัญหาส่วนตนไว้ข้างๆ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คนทำอย่างนี้ได้ต้องใจสูง เราต้องพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นร่วมกัน แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจะเป็นเหมือนตะวันออกกลางโมเดลหรือเปล่า”

ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่า  สถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่ ทุนที่เสียประโยชน์มาแก่งแย่งประเทศกัน โดยอ้างทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ประโยชน์ของตัวเอง สุดท้ายประเทศก็แหลกลาญ  ประชาชนถูกทำให้เลือกข้าง ประเทศเสียหายมาก และเชื่อว่าจะเสียหายต่อไปอีกหลายปี 

ที่บอกว่าเป็นการต่อสู้ของกลุ่มทุนก็คือ กลุ่มทุนเดิมผูกขาด ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เป็นทุนครอบงำ ทุกคนที่ได้ประโยชน์ต้องอยู่ในเครือข่ายหรือเป็น  “ซับคอนแทรก” รายใหญ่  แต่พอทุนใหม่เกิดขึ้น ซึ่งขอเรียกว่าทุนคลื่นลูกที่ 3 ซึ่งก็คือ ทุนสื่อสาร ในสังคมข้อมูลข่าวสาร  มาสู้กับทุนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมก็คือคลื่นลูกที่ 2   เป็นการปะทะกันที่รุนแรง แบ่งฝ่ายกัน เพราะทุนไปครอบงำทุกอย่าง เช่น การเมืองจะทำอะไรก็ใช้ทุน
       
สุดท้ายนำไปสู่ปรากฏการณ์ เมื่อ 2 ปีก่อน มีการแยกข้างชัดเจนใครได้ประโยชน์ก็จะกดคนที่เสียประโยชน์ คนเสียประโยชน์ก็จะสู้เต็มที่ ใครอยู่ในอำนาจก็จะใช้อำนาจ ทำให้เกิดความแตกแยก เพราะสู้กันระหว่าง 2 ทุน 2 ซีก 2 สี 2 พรรค แยกข้าง 
      
แม้แต่ข้าราชการ ที่ใครอยากเติบโตก็ต้องมีสังกัด ว่าจะอยู่พรรคไหน นักวิชาการก็ถูกดึงให้สนับสนุนข้างใดข้างหนึ่ง พูดเอียงข้างไปทางใดก็แล้วแต่ ใครเอาทุนวิจัยไปให้ หรือช่วยแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางบริหาร
     
ในส่วนของภาคประชาสังคม อำนาจรัฐก็เข้าไปช่วยเอ็นจีโอข้างตัวเอง เอาเงินไปแจกชุมชนทั้ง ซึ่งมองว่า ทั้ง 2 พรรคการเมืองต่างก็ทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นวิธีการใช้ประโยชน์จากภาคประชาชนให้เขามีการแยกข้าง 

“สุดท้ายก็เกิดการแตกแยกอย่างหนัก ประชาชนแยกข้างจึงมีความรู้สึกร่วมว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทะเลาะเข้าไปในความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ถ้าแก้ไม่ถูกวิธี คนก็จะจับอาวุธมารบกัน ตายเป็นพันๆคน”

สิ่งที่ดร.เกรียงศักดิ์ เห็นตอนนี้ก็คือ ทุกคนจะมองความเป็นธรรมจากมุมของตัวเอง แล้วมองอีกข้างว่าเป็นฝ่ายผิด เพราะคนส่วนหนึ่งเลือกข้างเรียบร้อยแล้ว เกิดพลังกลุ่ม เป็น “กรุ๊ปไดนามิก” มีอะไรมาเป็นชนวน ก็จะเกิดการ “สปาร์ค” ได้ทันที นิดเดียวก็จะลุกลาม จะไม่ใช้เหตุผลแต่ใช้กำลัง สุดท้ายก็บานปลาย เพราะอาวุธมีอยู่เต็มประเทศ ซื้อหาง่าย อาวุธสมัยคอมมิวนิสต์ ก็ซ่อนอยู่เต็มไปหมด ประเทศไทยก็จะเจอสภาพที่ทุกฝ่ายมีกำลังอาวุธกันหมด และเมื่อไม่เป็นธรรม ก็ตีกัน ฆ่ากัน ถ้ายังไม่แก้ไขให้ถูก
     
“ทางออกก็คือ ถ้าคำนึงถึงแต่ความสงบ อาจเกิดการปราบปรามให้ราบคาบ ซึ่งทำไม่ได้เพราะความแตกแยกลงลึก จะปราบไม่ได้ เพราะคนเยอะมาก ถ้าสู้ไม่ได้เขาก็ลงใต้ดิน  ไม่ช้าก็จะนำไปสู่การแยกประเทศ สหประชาชาติก็จะเข้ามา กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศและนานาชาติ จะเอาประโยชน์จากความแตกแยกนี้” 
    
ไม่เพียงเท่านั้น อีกส่วนจะคิดว่า ขอชนะเลือกตั้งให้ราบคาบ เมื่อมีอำนาจรัฐก็จะจัดการอีกข้าง ซึ่งไม่สำเร็จแน่นอน เพราะจะพบกับสภาพ  “เป็นรัฐบาลได้ แต่ปกครองไม่ได้” เมื่อประชาชนจำนวนมาก รู้สึกอึดอัด ไม่เป็นธรรม แม้ตั้งรัฐบาลจะเป็นรัฐปกครองที่ล้มเหลวที่สุด คนไม่เชื่อกฎหมาย ไม่ยอมรับใช้กฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ไม่มีทางสงบ
          
ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ซึ่งผมก็รักประชาธิปไตยและสนับสนุนการเลือกตั้ง  แต่เราอาจคิดผิด ที่คิดว่าเลือกตั้งแล้วปัญหาจะจบ เพราะหลังจากนั้นจะมีข้อท้วงติงตลอดเวลา ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นที่ยอมรับ  ถ้าชนะไม่เด็ดขาด ก็จะถูกชี้หน้าด่า การตั้งรัฐบาลก็จะลำบาก ถ้าได้ที่ 2 แล้วตั้งรัฐบาล คนได้ที่ 1 ก็ไม่ยอม ถ้าได้ที่ 1 แล้วตั้งรัฐบาล อีกฝ่ายก็จะเจาะยาง ให้ถอนอำนาจปกครองออกให้ได้ เลือกตั้งแล้วก็กลับมาสู่ที่เดิม ยังเป็นวงจรเดิมไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข
    
“เพราะเวลาคุณชนะเลือกตั้ง อีกฝ่ายก็จะบอกว่าเอาเปรียบ คุณโกง ส่วนอีกข้างก็จะบอกว่า อีกฝ่ายซื้อเสียง และถ้ามีการยุบพรรคอีกก็จะมีการลุกฮือ ใครมาเป็นรัฐบาลอีกข้างก็จะก่อกวน ปกครองไม่ได้ ปัญหายิ่งหนักขึ้นกว่าเก่า”

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนรู้สึกว่ามีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี ต้องการวิธีคิดแบบอยู่ร่วมกัน ใจต้องเป็นเอกภาพจริงๆ มีน้ำใจต่อกัน ที่ผ่านมาใช้คำว่าปรองดอง ถามว่าแปลว่าอะไร แปลว่าอดทนต่อไปใช่หรือไม่ แล้วอีกนานแค่ไหน  แต่ถ้าให้ทุกคนมีที่ยืน และสร้างสมดุลวิถี ให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ ต้องทำให้คนรู้สึกเต็มใจ คิดว่าการต่อสู้คือการเอาชนะกันทางความคิด ไม่ใช่ใช้กำลัง ซึ่งไม่มีทางได้ข้อยุติ  ต้องให้คนใช้เหตุและผล แต่ปัจจุบันเรายังเป็นสังคมที่ชอบอำนาจดิบเรื่อยๆ สิ่งที่ถูกต้องไม่เอา เราชอบทุบโต๊ะ ข้าจะเอาอย่างนี้ 

ส่วนคนที่เป็นกลางก็ไม่กลางจริง กลางที่เห็นคือเงียบกริบ ไม่ทำอะไร คือกลางสละสิทธิความคิด สละสิทธิทางการเมือง ไม่มีจุดยืน เกียร์ว่าง อะไรก็ได้ ทั้งที่จริงๆแล้ว คนเป็นกลางก็ต้องมีจุดยืนที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

“ถ้าไม่หาทางออกอย่างถูกต้อง ประเทศไทยอาจเสียหายถึง 10 ปี” 

หากยังเดินอย่างนี้  จะนำไปสู่การขัดแย้งรุนแรงขึ้นในรอบต่อไป อาจเกิดสงครามกลางเมือง คนตายหลายพันคนก็ได้  “ผมคิดว่าชีวิตประชาชนมีค่า ดังนั้นจึงไม่ควรคิดถึงแต่ตัวเอง อย่าปล่อยให้ประชาชนเป็นเหยื่อของความรุนแรง จะทำอย่างไรให้ประชาชนเดินต่อ โดยสงบ สันติ ปรองดอง” 

ดร.เกรียงศักดิ์ บอกว่า  เราต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อการดีขึ้นของประเทศ ไม่ใช่แค่คำว่าปฏิรูป ซึ่งแปลว่าเปลี่ยนรูป แต่ต้องเปลี่ยนหลักการประเทศใหม่ ซึ่งผมเรียกว่า “ปฏิวัฒนะ” เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศชาติพัฒนาดีขึ้น เจริญงอกงาม ด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่

เกรียงศักดิ์หวั่นเลือกตั้ง ทำชนวนขัดแย้งบานปลาย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

1. ต้องปฏิสังขรณ์ เรื่องใหญ่ๆถ้าซ่อมแซมประเทศดีขึ้นได้ ก็เอาไปซ่อม 

2. ปฏิรังสรรค์ บางเรื่องมีองค์ประกอบดีแต่ต่อกันผิด ก็เอามาต่อใหม่

3. ปฏิรูป บางอย่างหลักการถูก แต่รูปแบบผิด ก็ทำรูปให้ถูก แต่ดำรงหลักการเอาไว้ 

4. ปฏิวัติ ถอนรากถอนโคน เปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในบางเรื่อง แล้วสร้างระบบใหม่ ต้องเลือกให้ถูก อะไรอยู่ตรงไหน 

ที่พูดกันตอนนี้ เป็นแต่รูปแบบภายนอก ไม่ใช่สาระที่แท้จริงซึ่งมีอีกมาก   ประเทศจะอยู่ได้ ต้องมี “สมดุลวิถี” ต้องเข้าใจความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถ้าเราไม่สร้างสมดุล ยังทะเลาะกันไม่เลิก จะทำให้ประเทศ สงบ สันติ ได้อย่างไร

ส่วนสมดุลในทางการเมืองที่ต้องแก้ไข คือ 1. อำนาจที่ไม่สมดุล และ 2. เศรษฐกิจที่ไม่สมดุล มีความเหลื่อมล้ำมาก มีคนได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ คนกลุ่มหนึ่งไม่มีที่ยืนในสังคม อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะเราจัดระบบไม่ถูกต้อง มีการแยกข้างสู้กัน แบบหักหาญให้ตายกันไปข้างหนึ่ง 

ดร.เกรียงศักดิ์ ยืนยันว่า เราทิ้งการเมืองแบบประชาธิปไตยไม่ได้ แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีสาระไม่ใช่แค่รูปแบบ ตราบใดที่พรรคการเมืองยังไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีประชาชนมีส่วนในพรรค ยังเป็นเจ้าของกัน 2 หรือ 3 คน ก็ถือว่าเป็นการผูกขาดอยู่ดี ถ้าในพรรคยังไม่มีธรรมาภิบาล แล้วจะบริหารประเทศโดยมีธรรมาภิบาลได้อย่างไร หากพรรคการเมืองยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็พึ่งพาไม่ได้ ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงรากฐาน  ไม่ใช่แค่ลูบหน้าปะจมูก  การเลือกตั้งต้องเปิดทางให้คนดี เก่ง กล้า เข้ามาได้ วันนี้ มาเฟียใหญ่ น้อย ครองประเทศจะเดินได้อย่างไร

เราต้องมีการ “ปฏิวัฒนะ” ครั้งใหญ่ ให้ประเทศเดินไปอย่างรุ่งโรจน์ ให้สยามประเทศอารยะเสียที

... นี่คือมุมมองของนักวิชาการ ผู้ที่ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองในช่วงวิกฤตรุนแรงมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครอยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์จนมุม ทุกคนต่างต้องการเห็นทางออก ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจไม่ว่าฝ่ายใดก็ควรตระหนักรับฟัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท