posttoday
ปิดฉากกองทัพเสื้อเหลือง

ปิดฉากกองทัพเสื้อเหลือง

02 พฤษภาคม 2554

สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลังของ พธม.หายไปจากการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด จนนำมาสู่ภาวะล่มสลายของ พธม.อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน....

สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลังของ พธม.หายไปจากการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด จนนำมาสู่ภาวะล่มสลายของ พธม.อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน....

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ท่ามกลางการขยับตัวของพรรคการเมืองอาชีพเพื่อสอดรับกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ ปรากฏว่าพรรคการเมืองน้องใหม่อย่าง “พรรคการเมืองใหม่” ยังคงสาละวนกับปัญหาความขัดแย้งภายในที่เชื่อมโยงมาจากการเคลื่อนไหวนอกสภาของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.)

แม้จะเป็นข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เป็นข่าวใหญ่ของคนในแวดวงการเมืองพอสมควร

ล่าสุด “สมศักดิ์ โกศัยสุข” หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ได้ถอนตัวจากการเป็นแกนนำ พธม. เพราะรับไม่ได้กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองในระยะหลังมานี้ด้วยการบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

 

ปิดฉากกองทัพเสื้อเหลือง สนธิ / สมศักดิ์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ความขัดแย้งเริ่มปะทุมาตั้งแต่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำ พธม. ได้แสดงความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองใหม่ด้วยการไม่ให้พรรคเสื้อเหลืองลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะเชื่อว่าการเมืองในระบบไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ แต่ได้ชี้นำให้พรรคการเมืองที่จะมีโอกาสลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกไปรณรงค์ “โหวตโน” แทน

ประเด็นนี้เองที่ทำให้เกิดความสับสนในพรรคขึ้นมาทันที

เป็นเพราะนับตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา สมาชิกส่วนหนึ่งได้เตรียมพื้นที่สร้างฐานเสียงรองรับกับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง ผนวกกับระบบการเลือกตั้งใหม่โดยเฉพาะ “ระบบบัญชีรายชื่อ” ซึ่งมีการตัดระบบการลงคะแนนขั้นต่ำ 5% ออกไป

กลายเป็นประตูที่เปิดกว้างให้ “สมศักดิ์” มีสิทธิเข้าไปมีเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรได้มากขึ้นในฐานะ สส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่ง เมื่อ “สมศักดิ์” ไม่ตอบสนอง “สนธิ” จึงนำมาสู่ความบาดหมางขึ้นมาทันทีถึงขั้นต่างออกมาโจมตีกันอย่างรุนแรง

“พรรคการเมืองต้องเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำอย่างใดอย่างหนึ่ง...ไม่ใช่เป็นเรื่องของ 5 แกนนำ และอยู่ๆ วันนี้จะไม่ส่งคนลงสมัคร มันมีเหตุผลหรือ พรรคการเมืองมันจะมาสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ อย่างนั้นไม่ใช่การเมืองใหม่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราต้องเชื่อในระบอบประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งก่อน” ส่วนหนึ่งจากท่าทีของสมศักดิ์

การมีสมมติฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งแตกต่างกันระหว่างสองขาใหญ่กลุ่ม พธม. จึงนำมาสู่รอยร้าวที่ยากต่อการประสาน “สนธิ” เชื่อว่าพรรคการเมืองใหม่ไม่มีทางจะเข้าไปแชร์อำนาจในสภาได้ โดยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วจากการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ขณะที่ “สมศักดิ์” แย้งว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงการเมืองต้องเข้าไปมีอำนาจก่อน

ถึงที่สุดแล้วแนวทางของทั้งสองคนเหมือนน้ำกับน้ำมันไปด้วยกัน ก่อนลงเอยด้วยการแยกทางต่างคนต่างไป

อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การนำประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามาเคลื่อนไหว ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เสร็จสิ้นภารกิจไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มาจนถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ยืนของกลุ่ม พธม.เริ่มมีน้อยมากขึ้น เพราะเป็นไปได้ที่สังคมอาจจะขยาดกับการเมืองนอกสภาที่สร้างความเสียหายกับประเทศอย่างการปิดสนามบิน

พลังเสื้อเหลืองเริ่มถดถอยอย่างเห็นได้ชัดจากการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องนำประเด็นความขัดแย้งไทยกับกัมพูชามาเป็นเงื่อนไขของการเคลื่อนไหว

แรกๆ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เพราะประจวบเหมาะกับทางการกัมพูชาได้กุมตัว “วีระ สมความคิด” พอดีความเข้มข้นของการชุมนุมจึงมีมากขึ้น แต่เมื่อจุดยืนเปลี่ยนจากการให้ล้ม “เอ็มโอยู 2543” มาเป็น “ขับไล่รัฐบาล”

จุดนี้กลายเป็นจุดถดถอยสำคัญของ พธม.

ด้านหนึ่งมาจากข้อเสนอของแกนนำ พธม.ที่ผูกขาดทางความคิดจาก “สนธิ” เพียงคนเดียว ซึ่งหนึ่งในนั้นมีการเสนอให้เอาอำนาจนอกระบบมาแทรกแซงการเมืองในระบบผ่านการรัฐประหาร เป็นข้อเสนอสวนทางกับความคิดของสังคมที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่ความสงบและปฏิเสธการรัฐประหารในฐานะจะเป็นปัจจัยที่พาสังคมไปสู่ความรุนแรงอีกครั้ง

ที่ผ่านมา “สนธิ” เชื่ออย่างฝังใจมาตลอดว่าทหารจะออกมาล้มรัฐบาลโดยได้รับข้อมูลดังกล่าวจากกลุ่มที่อ้างตัวใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งๆ ที่แกนนำ พธม.ส่วนอื่นๆ เห็นด้วยกับการหาทางลงตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. ด้วยการทูลเกล้าฯถวายฎีกาและสลายการชุมนุม แต่เมื่อได้รับข้อมูลดังกล่าวทำให้การชุมนุมต้องลากยาวต่อไปจนกัดกร่อนความชอบธรรมไปทีละน้อย

นอกจากนี้ ลีลาท่วงท่าของสนธิต่อการโจมตี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ค่อนข้างรุนแรง จึงเกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นลำดับจาก “กลุ่มแม่ยกประชาธิปัตย์”

ทั้งในส่วนเครือข่ายส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์เดิมอยู่แล้ว รวมไปถึงกลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นนำ อาทิ นางกาญจนี วัลยเสวี ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี นางเบญจวรรณ กระจ่างเนตร ต่างล้วนเคยร่วมไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน

ยังไม่นับฝ่ายวิชาการที่เคยให้การสนับสนุนอย่าง เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว.กทม.

ทันทีที่ทุกฝ่ายต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของสนธิในนาม พธม.ด้วย เพราะมองว่าแนวทางที่เสนอมานั้นไม่มีทางเป็นไปได้และไม่ได้ยอมรับจากสังคม

สนธิจึงผลักมิตรไปเป็นศัตรู แนวร่วมที่เคยให้การสนับสนุนก็ทยอยหายกันไปทีละส่วน จนแทบไม่เหลือพลังคนเสื้อเหลืองเมื่อครั้งเคยร่วมไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ว่าตอนนี้จะมีมวลชนบางส่วนมาตรึงพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเอาไว้บางส่วนก็ตาม

ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลังของ พธม.หายไปจากการดำเนินยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด จนนำมาสู่ภาวะล่มสลายของ พธม.อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

“สนธิ” เป็นคนเปิดฉาก พธม. วันที่ 4 ก.พ. 2549 และคนเดียวกันนี้ได้ปิดฉากตัวเองแล้วในวันนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์