
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ '5 ปี ไทยจะก้าวกระโดด'
ผมคิดว่าวันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดพลิกผันได้ง่าย ประเทศมองไปข้างหน้าเห็นทั้งโอกาส และความเสี่ยง สำหรับโอกาสนั้น ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกับประเทศในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย ที่เศรษฐกิจกำลังพุ่งทะยาน ในขณะที่เอเชียตะวันออกกำลังเกรียงไกร เป็นตัวขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่การค้าเสรีเต็มรูปแบบ ฉะนั้นเอเชียกำลังเป็นกระแสศูนย์กลางอนาคต เป็นกระแสทุน มีความยิ่งใหญ่ด้านวิชาการ ที่ไม่สามารถละเลย ไม่สามารถทอดทิ้งไปได้ ไทยจึงน่าอยู่จุดที่จะดึงกระแสทั้งมวลมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้ และน่าใช้เวทีอาเซียน แสดงความสามารถในสังคมโลก
หากมองไปข้างหน้า ผมเห็นความยิ่งใหญ่จากภาคเกษตร การเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารของโลก โอกาสอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว จึงควรใช้จังหวะนี้พัฒนาเกษตร ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก จะทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้
มองไปข้างหน้าไทยน่าจะไปได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การดีไซน์ เพื่อเพิ่มมูลค่า น่าใช้จังหวะนี้ลงทุนเป็นศูนย์กลางการผลิตของอุตสาหกรรมหลายประเทศ จังหวะนี้หาไม่ได้อีกแล้ว
ทว่า ท่ามกลางโอกาสที่เปิดกว้าง สถานภาพในประเทศกลับไม่เอื้ออำนวย ทั้งจากปัญหาเก่าที่หมักหมม และสะสมมา อีกทั้งเงื่อนไขใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น เวลานี้ผมคิดว่าคนไทยต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ ก้าวเดินด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดต่อประเทศ หลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตเหมือนปี 2540
34 ปีที่ผ่านมา มีตัวแปรหลายตัวที่ไทยควรให้ความสำคัญ และใกล้ชิด เพราะเป็นตัวแปรกำหนดอนาคตไทย จะรุ่งเรืองสดใส ถดถอย หรืออ่อนแอ
ตัวแปรแรก ขณะนี้ผมเห็นเอกชน ประชาชนบางท่านพูดถึงความน่าเชื่อถือของประเทศกันมาก หลังการปฏิวัติ 3 ปีก่อน ผมเคยเตือนว่าการสูญเสียความเชื่อมั่นฟื้นคืนง่าย แต่อย่าลามไปถึงความน่าเชื่อถือของประเทศ หากเสียหายเมื่อไร จะใช้เวลานานในการฟื้นคืน
อดีตไทยเคยเป็นเสาหลักความมั่นคงของอาเซียน แต่ทุกวันนี้ภาพของประเทศ คนในชาติมีความขัดแย้ง สังคมขาดระเบียบ ขาดกติกา ภาครัฐอ่อนแอ ขาดเสถียรภาพ ขาดประสิทธิภาพ และพร้อมจะปะทุความรุนแรง ทั้งข่าวความไม่สงบ ความรุนแรงต่อเนื่อง 4 จังหวัดใต้ การยึดสนามบิน ม็อบอาเซียน การข่มขู่ผบ.ทบ. ข่าวปฏิวัติที่มีทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นอาการของประเทศที่เข้าใกล้จุดที่บริหารปกครองไม่ค่อยได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อย ไม่พยายามช่วยเหลือกันให้ดีขึ้น ในที่สุดภาพลักษณ์ของประเทศก็จะหลอมละลาย และขณะนั้นจะไม่ใช่กระทบต่อเสถียรภาพของประเทศอย่างเดียว แต่จะกระทบความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศด้วย
ระยะหลังมีคนตั้งคำถามหลายคำถามที่ไม่น่าสบายใจในเว็บไซต์ ถามกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังล้มเหลวหรือไม่ แต่คำว่าประเทศล้มเหลว คือ โครงสร้างการเมือง โครงสร้างอำนาจ ไม่เอื้ออำนวยต่อเสถียรภาพการเมือง เป็นเงื่อนไขในประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งไม่สามารถรักษาความสงบ ระบบระเบียบได้ เป็นเงื่อนไขของประเทศที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคยุติธรรม อย่างพม่าหรือปากีสถาน คือตัวอย่างของประเทศที่ล้มละลาย แต่ข้อเท็จจริงไทย ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และจะต้องพยายามอย่าให้ถึงจุดนั้น หากถึงจุดนั้นจะอันตรายอย่างยิ่ง
ผมพบทูตในหลายประเทศมาก เขาพยายามบอกว่าเรื่องของไทยเป็นที่กล่าวขวัญมาก ในช่วงเวลาที่เปราะบางอย่าให้เกิดอีกรอบ เพราะจะกระทบความน่าเชื่อถือ ซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว
สถานการณ์อย่างนี้สิ่งที่หลายประเทศอยากเห็น ประการแรก ความแตกแยกของคนในชาติต้องใช้เวลาในการเยียวยา แต่กฎหมาย กฎระเบียบ กติกาจะต้องรักษาให้ได้ ต่างประเทศไม่สนใจว่าคนไทยจะใส่เสื้อกี่สี การแสดงออกถือเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย แต่การแสดงออกต้องไม่ก้าวล่วงไปถึงกฎหมาย ไม่เช่นนั้นความน่าเชื่อถือจะหาย
ประการที่สอง การให้ความยุติธรรม การให้เที่ยงธรรม ธรรมาภิบาลต้องมี ถ้าไม่มีความยุติธรรม ชาติจะอยู่อย่างไร การมีคณะผู้บริหารของประเทศเป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้สังคม ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ ยามบ้านเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ต่างประเทศก็หวังเห็นคณะผู้บริหารเข้าแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
อย่างกรณีมาบตาพุดเป็นกรณีภูเขาน้ำแข็งโผล่มา แล้วอาจจะมีอีกหลายลูกตามมา ถือเป็นข้อบกพร่องระดับชาติ ผลพวงจากการเมืองไม่เอาใจใส่ในการตั้งองค์กรระดับชาติ คิดจะตั้งอย่างไรก็ตั้งได้ ไม่คำนึงว่าจะทำงานได้หรือไม่ หมายถึงการควบคุมกลไก ทำให้เกิดจุดอ่อน ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยน ต้องมีการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถทำงานให้บ้านเมือง แต่ที่ผ่านมาในหลายปีบ้านเราไม่ให้ความสำคัญนี้ นี่คือเรื่องสำคัญ
สิงคโปร์แม้พรรคการเมืองมีการเปลี่ยนมือ เขาก็ไม่สนใจพรรค ถ้าสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถทำงานให้บ้านเมือง บุคคลที่มีอำนาจ มีประสบการณ์ ทำทุกอย่างเพื่อสิงคโปร์ ไม่ใช่ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นประเทศไทยควรซีเรียสเรื่องนี้ให้มากขึ้น ยามนี้จะให้รัฐบาลอยู่รอดเพียงอย่างเดียวไม่พอ ความศรัทธา ความเชื่อมั่นต้องมี
ผมคิดว่าความเชื่อมั่นของประเทศเสียหายพอควร การฟื้นคืนมานั้น ต้องปฏิบัติให้เห็น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ใช่เพียงแค่การพูด
หากคิดถึงเรื่องของความสมดุลการพัฒนาประเทศ 34 ปีที่ผ่านมา เรากำลังผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วจากการส่งออก แต่ลืมการพัฒนาชนบท การเอาใจใส่คุณภาพชีวิตที่ดี ความมั่งคั่งกระจุกตัว แต่ไม่กระจาย ไม่มีการพัฒนาชนบท เมื่อเทียบกับบราซิลขณะนี้ภาคเกษตรเขามีความเข้มแข็งมาก ซึ่งการแก้ไขความยากจน การพัฒนาเกษตรเป็นเรื่องสำคัญมาก ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งมาก
เรื่องการแก้ไขความยากจน เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องอดทน และทำให้ถูกวิธี เวิลด์แบงก์เคยทำวิจัย 15 ประเทศเรื่องความยากจน มีสองเรื่องที่ต้องทำคือ การขับเคลื่อนต้องมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาไม่ใช่จะครอบจากบนลงล่าง ต้องมีการสร้างความเข้มแข็งกับเกษตรกรในชนบท การให้โอกาสด้านสวัสดิการ และการศึกษา เพราะขณะนี้ชาวบ้านในชนบทอ่อนแอ ประเทศจึงควรมีการทรานฟอร์ม หรือเปลี่ยนผ่าน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควรกระจายสู่คุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ผมฝากรัฐบาลพิจารณาด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของวิทยาการ การให้ทุนสนับสนุนด้านการวิจัย เพื่อสร้างความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยควรหันมาดูเรื่องการพัฒนาคน พัฒนาวิทยาการ อย่างเกาหลีขณะนี้สามารถทำให้ซัมซุงชนะโซนี่จนไม่เห็นฝุ่น นี่คืออานุภาพของอินโนเวชัน
สำหรับงบไทยเข้มแข็งนั้น การกู้เงินมหาศาลไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่กู้มาแล้วต้องใช้ให้คุ้ม เรายังพูดกันเรื่องถนนไร้ฝุ่น หัวใจการทุ่มเทเราต้องก้าวให้พ้นการเป็นศูนย์การผลิต ให้เป็นศูนย์กลางการสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น
ด้านการวิจัยควรมีการดึงเอกชนเข้ามากับรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเอกชนมีการเชื่อมโยงเข้ากับรัฐบาล จะทำให้เกิดการร่วมมือ เราต้องมองจะทำยังไงให้ผู้ประกอบการเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลได้มาก อยากเห็นบริษัท ปูนซีเมนต์ แบ่งอินโนเวชันสู่บริษัทเอกชน เพื่อแข่งกับโลก สมัยนี้เด็กไทยสามารถทำเกม ทำซอฟต์แวร์ขายยังต่างประเทศได้ ถ้าเราจะบอกว่าอนาคตแข่งกันด้วยนวัตกรรม คุณต้องติดปีกให้คน สองคุณต้องปลูกฝังรากให้เขา
การติดปีกคือ อนาคตคนต้องสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ ต้องประกาศงบประมาณของชาติ ทุกคนสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ ถ้าแข่งกับโลกคุณจะไม่ติดฝุ่น เด็กเราจะสู้คนอื่นไม่ได้ เราไม่ได้ให้จำหรือเรียนรู้ แต่ให้สร้างความรู้ คุณต้องมีพื้นที่ในสมองให้เขาคิดสิ่งใหม่ๆ ได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราดูให้ดีๆ ระบบการศึกษาตอนนี้เรามาผิดหรือมาถูก การปลูกฝังรากเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเด็กเยาวชนวันๆ เล่นแต่เกม ออกไปข้างนอกเข้าแต่ห้าง ไม่สนใจเหตุการณ์บ้านเมือง ต่อไปบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร
การศึกษาวิจัยทั้งระบบ คิดให้ดีๆ หากต้องการให้ไทยก้าวไปสู่ระดับโลก ความสามารถคือ เอกชน หลายฝ่ายบอกว่า เขาเข้มแข็ง รัฐบาลอย่าไปยุ่งกับเขา เขาไปได้ดี แต่เอกชนส่วนใหญ่ของไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีของไทยอ่อนแอมาก เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง ตอนนี้อาฟตาอากรเป็นศูนย์ เอกชนยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร องคาพยพที่มีอยู่ไม่ว่าธนาคารของรัฐ ต้องยกเครื่องขนานใหญ่ ให้เขาก้าวไกลไปได้ ความสามารถไม่ใช่ต้องเก่ง แต่ความรับผิดชอบสังคมสำคัญอย่างยิ่ง
เอกชนเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชน จึงควรเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาลได้ เพราะแหล่งข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่ในโรงเรียน แต่เป็นองค์กร องค์ความรู้ทั้งสิ้น ทำไมไม่รวมศูนย์เหล่านี้ เพราะการศึกษาไม่ใช่การเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนตลอดชีวิต คนสามารถเรียนรู้ได้ อยากทำการค้าจะทำอย่างไร อยากรู้เรื่องกลไกการค้าขาย การเกษตร ถ้ารัฐบาลจูงใจระบบภาษีให้ดี สามารถลดหย่อนได้ก็จะช่วยให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น
ปัจจุบันการเมืองไม่ดีเพราะประชาชนอ่อนแอ คนไม่สามารถส่งเสียงดังได้ ถูกลาก จูง ประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว จะเห็นภาคประชาชนเข้มแข็งที่สุด
ที่ผ่านมาไทยเคยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ไทยกับจีนมีความแน่นแฟ้น แต่ขณะนี้ไทยกับจีนห่างกันมาก เย็นชาต่อกัน กับญี่ปุ่นก็กำลังคลุมเครือ เราต้องหาทางผูกมิตร ทุกคนเป็นเพื่อนเก่าทั้งนั้น
เพราะความสัมพันธ์ต่างประเทศกับการเมืองเป็นของคู่กัน
ประเทศไทยปัญหาไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจระยะสั้น เลิกพูดเรื่องจีดีพี เลิกประชาสัมพันธ์ได้แล้ว คนไทยต้องมองให้ไกลกว่าจีดีพี ต้องมองโลกกำลังเปลี่ยนอย่างไร ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน วันนี้ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง มองการเมือง การศึกษา จะรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในจุดที่เหมือนเดิม เราไม่จริงจังการปฏิรูป ประเทศก็เลยเริ่มเสื่อม เรามองประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้มองส่วนรวม สิ่งเหล่านี้เหมือนไทยอยู่ในทางสองแพร่ง ถ้าเราออกจากแพร่งภายใน 5 ปี ไทยจะเดินอย่างก้าวกระโดด ฝ่ายบริหารต้องรอบคอบ เอกชนต้องช่วยแบ่งเบาภาระ ทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ขณะที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์อย่าทำให้หน้ามืดตา







