
รถยนต์สะท้าน รายได้รัฐบาลสะเทือน
แม้ว่าผลการเก็บรายได้รัฐบาลครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2554 จะออกมาดีเกินเป้าถึง 1 แสนล้านบาท
แม้ว่าผลการเก็บรายได้รัฐบาลครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2554 จะออกมาดีเกินเป้าถึง 1 แสนล้านบาท
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ว่าผลการเก็บรายได้รัฐบาลครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2554 จะออกมาดีเกินเป้าถึง 1 แสนล้านบาท แต่ในงวดครึ่งปีที่เหลือก็ยังต้องลุ้นกันหนักว่ารายได้รัฐจะแผ่วปลายจนทำให้เกิดปัญหาตามมาหรือไม่
ประเด็นแรก แม้รายได้ของรัฐบาลที่เก็บได้เกินกว่าเป้าใน 6 เดือนแรกจะสูงกว่าเป้า 1 แสนล้านบาทเศษ แต่เมื่อหักภาระจากการตั้งงบประมาณกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าส่วนที่เก็บได้เกินมาขณะนี้ ทำได้แค่เสมอตัวเท่านั้น
ช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ หน่วยงานจัดเก็บภาษีต้องทำงานหนัก ขณะที่รัฐบาลก็ต้องประคองตัวในการจัดเก็บรายได้มาตุนไว้ให้อุ่นใจ
แต่พอเจอประเด็นหนักจากปัจจัยร้ายที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยรายวัน จนแทบไม่มีเวลาหายใจ ทำให้รายได้ที่จัดเก็บมาฉลุย เริ่มมีอาการสะดุด จนอาจถึงกับถูกน็อกดับกลางเวทีให้รัฐบาลได้ลุ้นกันใจหายใจคว่ำได้เหมือนกัน
ไล่จากปัญหาราคาน้ำมันแพงจากปัญหาสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่ง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขึ้นดอกเบี้ยมาสกัดหลายรอบ
มาตรการนี้แม้สกัดเงินเฟ้อได้ แต่การบริโภคและการลงทุนย่อมสะดุดลง ทำให้การเก็บภาษีซื้อ ภาษีขายของรัฐบาลที่เหลือในส่วนนี้ก็มีแนวโน้มลดลง
นโยบายการใช้ภาษีสรรพสามิตร่วม 4.4 หมื่นล้านบาท ไปอุดหนุนการโอบอุ้มน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท นั่นก็ทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตกระเพื่อมไประลอกหนึ่ง
ในขณะที่ราคาน้ำมันยังพุ่งสูงไม่หยุด ไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างจั๋งหนับจากการเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย
ทันทีที่เกิดภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่น การนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสำคัญจากประเทศญี่ปุ่นมายังไทยก็กลายเป็นอัมพาตทันที
ถึงตอนนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ของค่ายรถญี่ปุ่นในประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักที่สุด สะเทือนทั้งญี่ปุ่นที่ผลิตสินค้าขายไม่ได้ และสะท้านถึงไทยที่ทำให้การจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตรถยนต์หล่นหายไปก้อนโต
เพราะหากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ จากญี่ปุ่นเข้ามาผลิตประกอบในไทยไม่ได้ ก็จะส่งผลกระทบทั้งการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าหายไปก้อนโต จากที่ขยายตัวเป็นบวกมาต่อเนื่องก็ลดลงถึงขั้นติดลบ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้านั้นถือเป็นหัวใจของไทย ในอดีตนั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกเดือน เฉลี่ยเดือนละ 5% แต่ถึงตอนนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะอัตคัด
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้การผลิตรถยนต์ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ มาสด้า ไม่เป็นไปตามแผน โดยในส่วนของฮอนด้าได้ออกมาประกาศหยุดรับจองรถฮอนด้า บริโอ้ เพราะการส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นมีปัญหาไม่เพียงพอต่อการผลิต ทั้งที่รถรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะเป็นรถเล็กที่สร้างความร้อนแรงกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในตลาด
ปัญหาของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 612 เดือน ถึงจะเริ่มกลับมาเป็นปกติ ซึ่งในส่วนนี้กระทบโดยตรงกับการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ของไทยมีปัญหาต่ำกว่าเป้าแน่นอน และส่งผลกระทบภาพรวมการเก็บรายได้ของประเทศอีกทางหนึ่งในครึ่งปีหลัง
ไม่เฉพาะรายได้จากยอดจองซื้อรถใหม่เท่านั้นที่จะชะงักงัน ภาษีนิติบุคคลที่เกิดจากการขายและการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกก็ชอร์ตไปด้วยเช่นกัน เพราะผลิตสินค้าออกไปตามโควตาไม่ได้
หากนับรวมภาษีสรรพสามิตจากน้ำมัน 4.4-4.5 หมื่นล้านบาท ที่นำไปอุดหนุนน้ำมันดีเซล ที่จะมีผลในวันที่ 1 พ.ค.นี้ รวมกับภาษีแวตจากการสั่งซื้อสินค้าหรือการนำเข้าที่หดตัวลงไป และยอดภาษีที่เคยทำได้จากยอดขายรถใหม่ในแต่ละปี 7 แสนคัน ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 17-20% ที่จะหายไปแล้ว
เฉพาะรายได้ 3 ส่วนนี้ก็ก้อนมหึมาไม่น้อยกว่า 2-3 แสนล้านบาทแล้ว
เมื่อต้องมาเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมภายในประเทศ ก็เป็นปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลได้เช่นกัน กระทรวงการคลังคาดการณ์ผลกระทบน้ำท่วมทำเศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.3% การขยายตัวเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการจัดเก็บรายได้ให้ลดลงด้วย ผลของน้ำท่วมจึงพัดเงินภาษีหายไปหลายพันล้านบาทเช่นกัน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ย่อมประเมินได้ว่าปัญหาการจัดเก็บรายได้จะก่อตัวชัดขึ้นทุกวัน ทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติด ต้องหาช่องรีดภาษีเข้ามาเสริมตุนไว้เป็นการด่วน
ไม่เช่นนั้น เป้าหมายว่าปีนี้จะเก็บรายได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1.3 แสนล้านบาท หรือรวมสารัตถะแล้วรายได้ของรัฐบาลจะไม่น้อยกว่า 1.33 ล้านล้านบาท ก็คงต้องเป็นหมันหรือฝันไป
แถมอาจยังต้องเผชิญภาวะขาดดุลงบ ประมาณมากกว่าที่รัฐบาลตั้งไว้ 3.9 แสนล้านบาท ก็เป็นไปได้สูง
วิกฤตรายได้ที่หดหายไปเช่นนี้ หน้าด่านแรกที่จะทำหน้าที่ออกล่ารีดภาษีเพิ่มขึ้น ย่อมหนีไม่พ้นกรมสรรพากรที่ต้องทำงานหนักขึ้น
ในยามที่กรมศุลกากรมีปัญหาจากภาษีนำเข้าที่ลดลง กรมสรรพสามิตเองก็หมดหวังภาษีลดทั้งขึ้นทั้งล่อง กรมสรรพากรก็จะกลายเป็นทัพหน้าในการหารายได้เข้าหลวง
ถึงขนาด พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต โยนไม้ให้กรมสรรพากรรับหน้าที่เป็นพี่ใหญ่ในการรีดภาษีเพิ่ม เพื่อไม่ให้การเก็บรายได้มีปัญหา
หากเป็นเช่นนี้ นัยที่จะติดตามมาคือ บรรดาพ่อค้าแม่ขายตั้งแต่รายย่อยจนรายใหญ่ จะต้องเผชิญมหกรรมการรีดภาษีอย่างหนักแน่ในช่วง 5-6 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณนี้
มีการคาดกันว่าเหตุการณ์ที่กรมสรรพากรจะตั้งทีมออกเดินเท้าเก็บภาษีชนิดนับชามก๋วยเตี๋ยวและจานข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดงกันรอบใหม่ตั้งแต่เช้ายันถึงค่ำจะบังเกิดขึ้น
ขณะที่การเก็บภาษีจากบรรดาผู้ประกอบการก็จะถูกเอกซเรย์อย่างหนัก ทั้งการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคลกลางปีที่จะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเน้นการตรวจสอบกระบวนการทางบัญชีที่พ่อค้ามักสร้างรายจ่าย หลบรายได้ เพื่อให้เสียภาษีน้อย ทำให้การเก็บภาษีที่ผ่านมาได้ไม่เต็มบาทเต็มสตางค์
การเสียภาษีบุคคลธรรมดาก็ไม่ถูกเว้น จะเห็นได้ชัดว่าการยื่นภาษีสิ้นสุดไปตั้งแต่เดือนมี.ค. แต่การคืนภาษีของกรมสรรพากรยังค้างอีกจำนวนกว่า 5 แสนราย เพราะมีการตรวจเข้มขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ถูกลักไก่จากผู้เสียภาษี กรมสรรพากรจะเดินเครื่องเงียบลุยเก็บภาษีทุกเม็ด เพื่อไม่ให้กระโตกกระตาก ถูกตราหน้าว่ารีดเลือดกับปู หรือขยันถอนขนกับห่าน จนเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้เสียภาษี
สถานการณ์ตอนนี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าสึนามิทางธรรมชาติและทางเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นได้พัดสาดถาโถมเข้าหาเศรษฐกิจไทย จนรายได้ของประเทศตกอยู่ในภาวะลำบากจริงๆ
ถ้ารัฐบาลไม่สั่งเดินเครื่องรีดภาษียกใหญ่เช่นนี้ก็ประหลาดแล้ว
หาทางรับมือกันไว้ให้ดี เราเตือนคุณแล้ว!!!







