posttoday
แบ่งเขตสะเทือนพรรค ตั้งเป้าสูงผลลัพธ์ต่ำ

แบ่งเขตสะเทือนพรรค ตั้งเป้าสูงผลลัพธ์ต่ำ

25 เมษายน 2554

นับถอยหลังเหลือเวลาไม่นานนัก การเลือกตั้งทั่วไปกำลังจะอุบัติขึ้น

นับถอยหลังเหลือเวลาไม่นานนัก การเลือกตั้งทั่วไปกำลังจะอุบัติขึ้น

 
โดย...ทีมข่าวการเมือง

 เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำชัด จะยุบสภาราววันที่ 6 พ.ค. ดังนั้นการเลือกตั้งไม่เกินวันที่ 26 มิ.ย. หรือ 3 ก.ค.

สำรวจความพร้อมองค์กรดูแลการเลือกตั้ง อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประสานเสียงพร้อมรับมือ เหลือแต่รอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับไฟเขียวจากสภาสัปดาห์นี้ รอพระราชกฤษฎีกายุบสภา กำหนดวันเลือกตั้ง องค์กรตรวจสอบขยับเต็มสูบ

แต่ระหว่างนี้ออกสตาร์ตไปล่วงหน้าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขไว้เรียบร้อย

สำหรับรัฐธรรมนูญแก้ไข กำหนดให้ สส.มาจากการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จำนวน 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน มีผลให้รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อกางแผนที่ออกมา 77 จังหวัด ส่งผลให้บรรดาว่าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทยต้องเช็กกันจ้าละหวั่น ประเมินถึงความได้เปรียบเสียเปรียบต่อโอกาสแต่งตัวเข้าสู่สภา

ส่องกล้องไปที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองที่ใหญ่และสำคัญ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เป้าหมายของทุกพรรคการเมือง เช่น จ.นครราชสีมา ที่สามารถมี สส.ได้มากที่สุดในประเทศ เป็นเหตุให้ก่อนหน้านี้เกิดปรากฏการณ์ดูดซื้อตัว สส.เพื่อเก็บคะแนนความได้เปรียบก่อนการเลือกตั้ง

เห็นได้จากนายประนอม โพธิ์คำ สส.กลุ่มโคราชและนางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.นครราชสีมาพรรคเพื่อแผ่นดิน กระโดดร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย

ตามมาด้วยการควบรวมของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคเพื่อแผ่นดิน จนกลายมาเป็นพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เพื่อหวังกอบโกยคะแนนเสียงในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่พรรคเพื่อไทยเตรียมส่งผู้สมัครหน้าเดิมชิงพื้นที่ ฉะนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่โคราชเป็นปัจจัยสำคัญหลักทางการเมืองของทุกพรรค อย่างไรก็ตาม หากดูผลการเลือกตั้งย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 2550 ผลคะแนนเลือกตั้งของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่แต่ละพรรคต่างมีคะแนนทิ้งห่างพรรคพลังประชาชนในขณะนั้นชนิดไม่ติดฝุ่น ดังนั้น การเลือกตั้งที่จะมาถึง ในพื้นที่โคราชจึงเป็นการเชือดเฉือนกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่ต่างกุม สส.ในสังกัดที่มาจากการย้ายขั้วสลับข้างลงกรำศึกครั้งนี้

ขณะที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ประธาน สส.พรรคภูมิใจไทย มองว่า การพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.กลาง ทำให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคต้องยึดพื้นที่ของตนเองเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมือง เพราะทุกคนอยากได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ยอมรับว่าพรรคเป็นห่วงและหนักใจทุกเขตของพื้นที่ภาคอีสาน อย่างที่ทราบต้องสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง รวมถึงต้องสู้กระแสคนที่อยู่ห่างไกลอีก อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถเอาชนะพรรคเพื่อไทยในพื้นที่โคราชได้อย่างแน่นอน ส่วนการที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินมาเป็นตัวแปรนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องหนักของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย เพราะถือว่าทัพใหญ่ก็ต้องเหนื่อยหน่อย

ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่อีสานถูกลดจำนวน สส.ลง แต่ประเมินว่า จ.บุรีรัมย์ จะมีการแข่งขันสูงเนื่องจากพรรคเพื่อไทยต้องการได้ สส.ถึง 5 ที่นั่ง และคาดว่าหลายจังหวัดที่จะมีการแข่งขันที่รุนแรง อาทิ จ.นครราชสีมา จ.สุรินทร์ แต่ที่แรงที่สุดคงจะเป็น จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.ชัยภูมิ จ.อุบลราชธานี จ.บึงกาฬ จ.นครพนม

ทั้งนี้ มองว่าการแบ่งเขตไม่ได้เป็นการลดโอกาสพรรคเพื่อไทย แต่กังวลว่า สส.บางคนอาจจะต้องลงในพื้นที่ที่ไม่เคยเข้าไป แต่ก็เป็นพื้นที่ของ สส.เก่าของพรรค ซึ่งพรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์อาจจะได้ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ส่วน จ.บุรีรัมย์เป็นพื้นที่ของภูมิใจไทยอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าในภาคอีสานจะได้ สส.ไม่ถึง 10 คน

ส่วนการแบ่งเขตในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบไม่น้อยต่อพรรคเพื่อไทยโดยนายวัลลภ สุปริยศิลป์ สส.น่าน แกนนำภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การแบ่งเขตครั้งนี้ ทำให้พรรคถูกลดจำนวน สส.ถึง 8 จังหวัด ซึ่งถือเป็นฐานเสียงของพรรค จะเห็นได้ชัดว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งค่อนข้างลำเอียงเพื่อช่วยพรรคการเมืองคู่แข่ง อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะจะได้จำนวน สส.น้อย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเป็นห่วงใน จ.เชียงราย ที่จะมีการต่อสู้รุนแรงระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย และยังมีบางเขตใน จ.เชียงใหม่แต่ใน จ.น่าน จ.แพร่ จ.ลำปาง ก็เชื่อว่าจะได้ สส.ยกชุดทุกคน

ด้านนายอิทธิเดช แก้วหลวง สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พื้นที่ของ จ.เชียงราย เป็นการแบ่งเขตที่ไม่เหมาะสม ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ เพราะไม่ควรเพิ่มเขตใหม่เข้ามา เป็นการแบ่งเขตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคภูมิใจไทย ที่ควบคุมกระทรวงมหาดไทยอยู่ได้ลงกันถ้วนหน้า จึงเป็นการกระทำของคณะกรรมการ กกต.ต้องตามใจกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ภาคใต้ซึ่งถือว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า เนื่องจากเป็นพรรคที่มี สส.ภาคใต้สังกัดอยู่จำนวนมาก โดยนายเทพไท เสนพงศ์ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า การแบ่งของ.กกต.ครั้งนี้ ไม่ได้มีการถามความเห็นของ สส.ในพื้นที่ อีกทั้ง การแบ่งพื้นที่ทำให้ สส.ทำงานยากกว่าเดิมจากเมื่อก่อนเพราะมีการซอยพื้นที่ออกไปให้ สส.รับผิดชอบบางตำบล ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะให้ สส.ดูแลทั้งอำเภอจะเป็นการทำงานได้ง่ายกว่า

อีกสนามสำคัญ หนีไม่พ้นการแบ่งพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร จากเดิมที่เคยมี 36 ที่นั่ง เมื่อมีการแก้ไขตามสูตรการเลือกตั้งใหม่ เป็นเหตุให้ต้องลดจำนวน สส.ลงเหลือ 33 ที่นั่ง ซึ่งนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคได้เตรียมคนไว้เพื่อพร้อมกับการแบ่งเขต และไม่ได้ห่วง แต่ยอมรับมีผลกระทบอยู่บ้าง ส่วนพื้นที่น่าห่วงอยู่ในส่วนของพื้นที่มี สส.เพื่อไทยอยู่ เช่น ดอนเมือง สายไหม บางเขน มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง ซึ่งพรรคเคยแพ้เลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ไม่สามารถชนะ

ยอมรับว่ากังวล ที่มีพรรคเกิดใหม่อย่างเช่น พรรครักษ์สันติ เข้ามาเป็นตัวแปรในการตัดคะแนน แต่พรรคก็จะพยายามรักษาพื้นที่เดิมไว้ให้ได้มากที่สุดจะไม่ประมาทอย่างเด็ดขาด และคาดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งใน กทม.ไม่ต่ำกว่า 27 ที่นั่งแน่นอน

ประมวลจากทั้งหมด กล่าวได้ว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ส่งผลกระทบต่อทุกพรรคการเมืองไม่ว่าเล็ก กลาง หรือใหญ่ อาจได้เปรียบในพื้นที่หนึ่ง แต่ก็เสียเปรียบในพื้นที่หนึ่ง เรียกว่าสมน้ำสมเนื้อต่อการชิงชัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เห็นชัดอีกประการ การตั้งเป้าของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะกวาดจำนวนที่นั่งให้ได้ 200 อัพขึ้นไป ดูท่าจะเป็นเรื่องเหนื่อยถึงเหนื่อยสุดๆ และอาจเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยเป็นตัวแปรให้พลิกผัน

ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่มีมากขึ้น และเล็งผลสูงจากการควบรวมกิจการพรรคต่อสู้พรรคใหญ่ อีกทั้งกระสุนดินดำ อำนาจรัฐ อำนาจท้องถิ่นบารมีที่จะทุ่มกันหมดหน้าตัก

แม้ระหว่างนี้จะมีการเปิดนโยบายเอาใจประชาชนไปแล้ว แต่นี่เป็นเพียงแค่โหมโรงช่วงแรก เป็นการหยั่งเชิงวัดกระแสความนิยมเบื้องต้นเท่านั้น แต่หมัดเด็ดแต่ละฝ่ายยังต้องจับตาโค้งสุดท้าย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท