
เงินนอกทะลักเข้าไทย เก็งกำไร 3 เด้ง
หลังเศรษฐกิจกลับทิศกลับทาง ยุโรปและสหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจและอยู่ในช่วงการฟื้นตัว
หลังเศรษฐกิจกลับทิศกลับทาง ยุโรปและสหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจและอยู่ในช่วงการฟื้นตัว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังเศรษฐกิจกลับทิศกลับทาง ยุโรปและสหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจและอยู่ในช่วงการฟื้นตัว
แต่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียกลับโตวันโตคืน และมีแนวโน้มการขยายตัวในระดับที่ดีต่อเนื่อง
สะท้อนได้จากค่าเงินเกือบทุกสกุล ยกเว้นเงินเยนของญี่ปุ่น มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามศักยภาพการเติบโตและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ไวกว่า
ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียกลายมาเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทน
ภาวะดังกล่าวกลายเป็นจุดดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจขนสภาพคล่องเข้ามาหาผลตอบแทนที่ดีในภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยมากขึ้นๆ และคาดว่าจะเป็นแนวโน้มเช่นนี้ไปอีกระยะ เพราะปัจจัยต่างๆ เอื้อให้เงินทุนที่มีอยู่ล้นตลาด สามารถหาผลตอบแทนที่ดีได้
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าภูมิภาคนี้และไทยมีมากขึ้น เพราะถ้าดูจากเศรษฐกิจโลกจะเห็นว่าสภาพคล่องสูงมาก ปีละประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหนึ่งในเงินจำนวนนี้เลือกมาลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ปัญหาคือเศรษฐกิจของประเทศหลักๆ อย่างสหรัฐและยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นกลับมีปัญหา ทำให้โอกาสในการหากำไรหาผลตอบแทนที่ดีทำได้ลำบากขึ้น
ภาวะดังกล่าวรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหาก็มีความจำเป็นต้องอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้สภาพคล่องที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นอีก และถ้าดูดอกเบี้ยของประเทศเหล่านี้ก็ต่ำมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค เช่น ยุโรปอยู่ที่ระดับ 1% กว่าๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เงินเหล่านี้จะมองหาโอกาสลงทุนที่อื่น
ยิ่งประเทศจีน อินเดีย ในภูมิภาคนี้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางในการเติบโตของโลก ทำให้มีโอกาสใหม่ในการลงทุน มีการผลิตที่แท้จริง สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอีก และทำให้เงินเหล่านี้เข้ามาหาประโยชน์ในการลงทุนในตลาดการผลิตได้
หรือถ้าดูตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ก็ดี มีโอกาสเติบโตอยู่แล้ว สะท้อนได้จากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับดีขึ้นตลอด มีสภาพคล่องเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น เงินจึงไหลเข้ามาในภูมิภาคและไทยเพิ่มขึ้น
“ถือว่าดีกว่าจะเลือกลงทุนในยุโรปและสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน แถมดอกเบี้ยยังต่ำกว่าด้วย ซึ่งนอกจากลงทุนในภาคการผลิตจริงแล้วยังเข้าลงทุนระยะสั้น ในตลาดทุนและตลาดเงินได้ด้วย” นายกอบศักดิ์ ระบุ
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของยุโรป ที่ขึ้นไปแล้ว 0.25% เป็น 1.25% สร้างแรงกดดันให้เงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีอยู่แล้ว ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 2 ปี และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงอีก สะท้อนว่าแรงกดดันต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินในสกุลภูมิภาคเอเชียและไทยมีมากขึ้น เห็นได้จากค่าเงินริงกิต มาเลเซีย วอน เกาหลี ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งเงินบาทไทย กำลังทำสถิติแข็งค่าสูงสุด (นิวไฮ) ใหม่ และทำให้ทางการต้องมีการเข้าดูแลค่าเงินอย่างเต็มที่มากขึ้น
เงินบาทเองก็ปรับแข็งค่าขึ้นเช่นกัน เชื่อว่าแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ
“ภาวะเหล่านี้มีโอกาสให้เงินทุนต่างชาติที่เข้ามากำไรแน่ๆ มีส่วนต่างดอกเบี้ย กำไรจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้น แถมด้วยกำไรส่วนต่างค่าเงิน ถ้าดูวันหนึ่งๆ ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 6-7 สตางค์ ขึ้นแบบวันเวย์ต่อเนื่อง ผลตอบแทนต่อปีแทบจะเรียกว่า 100% เป็นแรงจูงใจให้เงินเข้ามา เพราะคุ้มค่าธรรมเนียมการเข้ามาก็ไม่สูง หรือต่อให้มีค่าธรรมเนียม ห้ามเงินเข้าก็น่าจะห้ามยาก เพราะตอนนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเรื่อยๆ เงินบาทจึงมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีก เดิมเงินทุนยังไม่อยากเข้ามาเพราะค่าเงินผันผวน แต่ตอนนี้เริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าทางเดียวแล้ว” นายกอบศักดิ์ กล่าว
ด้านนายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการเงินและควบคุม ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ทิศทางเงินทุนยังไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งไทยต่อเนื่อง แต่จะเข้ามาในปริมาณมากหรือน้อยต้องดูปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย อาทิ การเมือง ซึ่งขณะนี้บรรยากาศดีขึ้น ทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐ ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชีย
ขณะนี้นักลงทุนเลือกถือเงินบาทและเงินปอนด์มากขึ้น เพราะยังสามารถทำกำไรได้ทั้งจากตลาดหุ้น และค่าเงิน โดยตลาดหุ้นยิ่งสวิงยิ่งทำกำไรได้มาก
ส่วนค่าเงินก็มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่มีทิศทางอ่อนค่าลง ฉะนั้นในระยะนี้เงินทุนต่างชาติน่าจะไหลเข้าไทยมากขึ้น เพราะต้องรีบเข้ามาก่อนที่ค่าเงินบาทจะแข็งไปมากกว่านี้ เวลาออกจะได้ทั้งกำไร จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ย และค่าเงินด้วย
ทั้งนี้ เมื่อเทียบค่าเงินสกุลต่างๆ กับเงินเหรียญสหรัฐ จากต้นปีมาถึงปัจจุบันนี้ต่างแข็งค่าขึ้น ยกเว้นเงินเยน ญี่ปุ่น และด่องของเวียดนามที่อ่อนค่าลง
โดยเงินยุโรปแข็งค่าขึ้น 8.9% ญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 1.0% เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น 0.8% เกาหลีแข็งค่าขึ้น 3.7% ไต้หวันแข็งค่าขึ้น 1.0% สิงคโปร์แข็งค่าขึ้น 4.0% ฟิลิปปินส์แข็งค่าขึ้น 1.1% อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 4.3% อินเดียแข็งค่าขึ้น 1.2% จีนแข็งค่าขึ้น 1.3% ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น 5.2% นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้น 2.9% และเวียดนามอ่อนค่าลง 6.5%
และหากดูเฉพาะค่าเงินในช่วง 18–22 เม.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่าทุกเงินในภูมิภาคทุกสกุลแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยยุโรปแข็งค่า 1% ญี่ปุ่นแข็งค่า 1.4% ไทยแข็งค่า 0.7% เกาหลีแข็งค่า 0.6% ไต้หวันแข็งค่า 0.3% สิงคโปร์แข็งค่า 0.8% ฟิลิปปินส์แข็งค่า 0.1% อินโดนีเซียแข็งค่า 0.3% อินเดียแข็งค่า 0.2% จีนแข็งค่า 0.4% ออสเตรเลียแข็งค่า 1.7% นิวซีแลนด์แข็งค่า 0.3% ยกเว้นเวียดนามแข็งค่า 0%
หากดูจากระดับทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงาน ณ วันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 1.858 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐจากสัปดาห์ก่อนหน้า จะเห็นว่า ธปท.เองก็เริ่มเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาแล้ว
และถ้าดูตัวเลขฐานะสุทธิการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) ที่ระดับ 2.11 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเล็กน้อย 200 ล้านเหรียญสหรัฐจากสัปดาห์ก่อน ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ธปท.เริ่มส่งสัญญาณถอยในการสู้ค่าเงินบาทบ้างแล้ว
ขณะที่ ธปท.เองก็เริ่มออกมายอมรับแล้วว่าเงินทุนไหลเข้ามีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทในช่วงนี้ค่อนข้างผันผวนเร็ว แต่เป็นการผันผวนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค และค่าเงินสกุลหลัก
ในส่วนไทย ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้ามาแล้วประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ประมาณ 1 แสนล้านบาท เข้าในตลาดหุ้นไทยอีกประมาณ 1.9-2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าเงินทุนไหลเข้าจะมีทิศทางนี้ต่อไป เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังไปได้ดี และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในขาขึ้น
เทียบกับปีที่แล้ว ไตรมาสต่อไตรมาส ปีนี้ถือว่ามีเงินไหลเข้ามากกว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก เพราะปีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการชุมนุมประท้วง แต่ยังมีสงครามไทยกัมพูชาเป็นระยะๆ
จากปัจจัยที่ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย สะสมความมั่นใจจากนักลงทุนได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ฉะนั้น นับจากนี้ไปน่าจะเห็นเงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาในภูมิภาคและประเทศไทยมากขึ้นเป็นเท่าทวี จากปัจจุบันที่เป็นแค่ช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น
เพราะกำไร 3 เด้งมันเย้ายวนคุ้มค่าแบบสุดๆ!!!







