
คอป.จี้พรรคการเมืองโชว์จุดยืนพาประเทศพ้นขัดแย้ง
คอป. เรียกร้องทุกพรรคการเมืองประกาศจุดยืนทำเลือกตั้งพ้นรุนแรง เตือนรัฐระวังใช้กฎหมายหมิ่นช่วงการเมืองขัดแย้งสูง
คอป. เรียกร้องทุกพรรคการเมืองประกาศจุดยืนทำเลือกตั้งพ้นรุนแรง เตือนรัฐระวังใช้กฎหมายหมิ่นช่วงการเมืองขัดแย้งสูง
นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.)เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ส่งหนังสือรายงานความคืบหน้าการทำงานของคอป.ในห้วง 6 เดือนที่ผ่านให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญเรื่องผลจากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา พบยอดผู้เสียชีวิตจำนวน 92 ราย โดยเสียชีวิตในพื้นที่กทม. 89 ราย อุบลฯ 2 ราย และขอนแก่น 1 ราย มียอดผู้บาดเจ็บ 1,885 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 542 ราย ประชาชน 1,343 รายและมีการดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ชุมนุมโดยแบ่งตามประเภทความผิดออกเป็น 4 กลุ่มคือ การก่อการร้าย 45 คดี ขู่บังคับให้รัฐกระทำการใด ๆ 21 คดี และการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 86 คดี การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ 20 คดี
สิ่งที่เป็นปัญหาในการทำงานคือ คอป.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจึงทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านสถานภาพ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจึงไม่สามารถให้ความคุ้มครองผู้ที่เข้าให้ข้อมูล จากปัญหาที่เกิดขึ้นคอป.จึงอยากให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าและอยู่บนพื้นฐานของการค้นหาความจริงซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของความขัดแย้ง ลดทัศนคติการเอาชนะและการมองปัญหาในมุมตนเองฝ่ายเดียว โดยคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่ากลุ่มหรือส่วนบุคคล
"คอป.อยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคประกาศจุดยืนให้ชัดเจนก่อนการเลือกตั้งถึงกระบวนการและแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการนำพาประเทศก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้ง ภายหลังการเลือกตั้ง โดยทำให้การเลือกตั้งปราศจากความรุนแรงและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง"นายคณิตกล่าว
นายคณิต กล่าวว่า นอกจากนี้คอป.เห็นว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแต่แนวทางที่ดีที่สุดคือการทำให้สังคมรับทราบความ พร้อมกันนี้ยังอยากให้รัฐบาลและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับการใช้อำนาจของรัฐใช้กฎหมายและกระบวนการยุติรรมทางอาญาอย่างยุติธรรม ไม่ตั้งข้อหากับผู้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเกินสมควร ให้โอกาสต่อสู้คดีและรัฐบาลและผู้บังคับใช้กฎหมายต้องให้ความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในสังกัดฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และขอให้ทุกฝ่ายแสดงเจตนารมณ์ให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้ง และให้ระมัดระวังการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่นปัจจุบันนี้







