
ตั้งพรรคใหม่ หนีสองขั้วร่วมเสียบรัฐบาล
ยิ่งใกล้ยุบสภา ตลาดการเมืองยิ่งคึกคัก...ร้อนทั้งประเด็นการจัดทัพของแต่ละพรรคการวางตัวผู้สมัคร
ยิ่งใกล้ยุบสภา ตลาดการเมืองยิ่งคึกคัก...ร้อนทั้งประเด็นการจัดทัพของแต่ละพรรคการวางตัวผู้สมัคร
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ยิ่งใกล้ยุบสภา ตลาดการเมืองยิ่งคึกคัก...ร้อนทั้งประเด็นการจัดทัพของแต่ละพรรคการวางตัวผู้สมัคร การเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งในที่ลับและที่แจ้ง และล่าสุดประเด็นการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทย และเสื้อแดงที่วูบวาบกับข้อหาหมิ่นสถาบัน
และแม้การยุบสภาอาจเลื่อนจากกำหนดเดิมที่นายกฯ ประกาศว่า จะยุบแน่ช่วงสัปดาห์แรกของต้นเดือน พ.ค. เนื่องจากวุฒิสภายังไม่แก้กฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับไม่เสร็จตามที่วางไว้ คือ วันที่ 18 เม.ย. กระนั้นการเลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นแน่
การต่อสู้ในสนามการเลือกตั้งกำลังดุเดือดถึงพริกถึงขิง ฝ่ายทักษิณ ชินวัตร ลงมาเปิดหน้ากำกับพรรคเพื่อไทย และขบวนการเสื้อแดงเองประหนึ่งว่า นี่เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ของทักษิณ
แม้จะอุบไต๋ยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ แต่เต็งหนึ่งยังเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ ที่พลพรรคเพื่อไทยต่างอวยชัยกันไปไกลว่า จะเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย และจะดังขึ้นหิ้งเยี่ยง มากาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกจากอังกฤษ และ อินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย ที่ถูกลอบสังหาร
ปรากฏการณ์อีกด้านที่น่าติดตามคือ ความเคลื่อนไหวที่กลุ่มการเมืองแตกตัวไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ในช่วงนี้
พรรคใหม่ที่ทั้งเปิดตัวแล้วและกำลังจะคลอด มี “พรรครักษ์สันติ” ของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกฯ มือปราบสายเดี่ยว ที่ชูนโยบายเป็นกลาง พร้อมสมานฉันท์สองขั้ว
“พรรคประชาสันติ” ของ เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูก “บิ๊กปุ” ชิ่งหนีไปก่อน แต่เจ้าตัวก็ยังเดินหน้าตั้งพรรคและประกาศเป็นหัวหน้าพรรคต่อ
“พรรคพลังชล” ของกลุ่มคุณปลื้มที่แยกตัวออกจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อหนีกระแสเสื้อแดงในพื้นที่ภาคตะวันออก และปฏิเสธพรรคภูมิใจไทยและเนวิน ชิดชอบ
พรรคใหม่ ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่กำลังรอความชัดเจนว่า จะตั้งหรือไม่ในเร็ววันนี้ พร้อมกับกลุ่มมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ในพรรคเพื่อไทย ที่จะหนีออกไปตั้งพรรคด้วย จากปัญหาในพรรคเพราะไม่พอใจกลุ่มเสื้อแดงที่นำพรรคมากเกินไป จนพรรคได้รับผลกระทบจากยุทธวิธีฮาร์ดคอร์ของเสื้อแดงทั้งการใช้ความรุนแรง และการปราศรัยหมิ่นสถาบันล่าสุด
จะเห็นได้ว่า การตั้งพรรคใหม่ในช่วงก่อนยุบสภาไม่กี่วันซึ่งค่อนข้างกระชั้นชิด ไม่ได้มีเป้าหมายหรือมีอุดมการณ์การเมือง หรือเป็นพรรคของกลุ่มผลประโยชน์ในสังคม เช่น พรรคแรงงาน พรรคกรรมกร พรรคเกษตรกร พรรคชาวนา พรรคสิ่งแวดล้อม หรือ พรรคกรีนในต่างประเทศ ฯลฯ
พรรคใหม่เหล่านี้ยังตั้งขึ้นในช่วงที่เกิดความแตกแยกทางการเมือง มีการต่อสู้ของกลุ่มพลังต่างๆ ในประเทศแบ่งออกเป็นสองขั้ว จนคาดกันว่าหลังเลือกตั้งการเมืองไทยยังจะมืดมนไร้ทางออก เพราะหาก 2 พรรคใหญ่ซีกใดได้เป็นรัฐบาล ก็จะเกิดการประท้วงวุ่นวายไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่
เสื้อเหลืองจะประท้วงรัฐบาลเพื่อไทย ส่วนเสื้อแดงจะประท้วงรัฐบาลประชาธิปัตย์เหมือนที่เคยเกิดขึ้น
สถานการณ์การเมืองที่แบ่งเป็นสองขั้วเช่นนี้ พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีแต้มต่อเหนือพรรคใหญ่ เพราะไม่ว่าซีกใดจะเป็นแกนนำรัฐบาล ย่อมต้องดึงพรรคกลางและพรรคเล็กเป็นอะไหล่เต็มเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
แต่การเมืองที่ขึงตึงเกิดกระแสไม่ยอมรับทั้งสองขั้ว ขณะที่โพลหลายสำนักสะท้อนว่ามีคนจำนวนมากไม่เลือกฝ่ายทั้ง “เหลือง-แดง” พรรคกลางจึงใช้โอกาสนี้ ฉีกตัวเป็นทางเลือกที่สาม หวังไกลถึงเก้าอี้นายกฯ เพื่อลดกระแสต้านในรัฐบาลใหม่ ส่วนพรรคใหญ่ให้เป็นแค่แกนนำจัดรัฐบาล
เป็นสูตรที่พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ต่างเกี้ยวก้อยโดยชู พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นนายกฯ ทางเลือก ส่วนพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นก็เดินทางลัด พรรครักษ์สันติ ก็ใช้สูตรให้ “บิ๊กปุ” เป็นนายกฯ
การแตกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ที่คึกคัก ก็เพื่อต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลใหม่ ยึดสูตรพรรคเอสเอ็มอีที่เหมาะกับการเมืองไทยที่ยังเป็นรัฐบาลผสม เหมือนต้นแบบอย่าง พรรคกิจสังคมในอดีตยุคมนตรี พงษ์พานิช หรือยุคสุวิทย์ คุณกิตติ ในปัจจุบัน ไม่ต้องเป็นพรรคใหญ่ ขอแค่ 20-30 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง จะได้ร่วมรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เมื่อการเมืองไทยยังจมอยู่กับระบบโควตามุ้ง ในสูตร 5 สส.เท่ากับ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี
บิ๊กการเมืองจึงตั้งพรรคเล็กเป็น “หัวหมา” ดีกว่า “หางราชสีห์” หามา 5 คนก็ได้แล้ว 1 รัฐมนตรี ถ้าไปซุกอยู่พรรคใหญ่ โอกาสเติบใหญ่มีน้อยกว่าเพราะต้องไปต่อคิวยาวเป็นหางว่าว เช่นในประชาธิปัตย์ที่ยึดแนวผู้อาวุโส
ส่วนพรรคเพื่อไทย ขุนพลที่หวังเป็นรัฐมนตรีมีเกิน 35 คน ที่เก้าอี้ใน ครม.จะพึงรับได้ ยังต้องไปแย่งเก้าอี้จากคนใกล้ชิดนายใหญ่ ครอบครัวชินวัตร โควตากลุ่ม 111 รวมถึงกลุ่มเสื้อแดงอีก
การทำพรรคขนาดกลางกึ่งเล็กจึงคุ้มค่า ลงทุนไม่เยอะเหมือนพรรคใหญ่แต่ได้กำไรมากกว่า เพราะโอกาสถูกเชิญไปเต็มเสียงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลมีสูง และหากมีการปรับ ครม. เขี่ยพรรคไหนพ้นรัฐบาล พรรคเล็กที่เป็นฝ่ายค้านก็ยังมีโอกาสถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลได้อีก
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ–พินิจ จารุสมบัติ” เจ้าของพรรครวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน หรือ บรรหาร ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคมาตุภูมิ จึงเดินสูตรนี้ไม่ว่าพรรคใหญ่ใดเป็นรัฐบาลก็จะได้ “เสียบ” ร่วมรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
เรียกได้ว่า เกิดมาเพื่อเป็นรัฐมนตรีอยู่ร่วมทุกรัฐบาล
ไม่ต่างจากกลุ่มสนธยา คุณปลื้ม ที่ตั้งพรรคพลังชล นอกจากสร้างแบรนด์ใหม่หนีเสื้อแดงแล้ว ถ้าได้ยก สส.ทั้งจังหวัดและเก็บตกที่นั่งในภาคตะวันออกได้บ้าง ยังเข้าร่วมได้ทั้งสองขั้ว ไม่ว่าประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย แต่ถ้ายังอยู่ใต้ปีกภูมิใจไทย ก็อาจไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นอริกัน
ขณะที่กลุ่มบิ๊กจิ๋วถ้าตั้งพรรคใหม่ จะเดินรอยตามพรรคภูมิใจไทยที่ฉีกออกจากพรรคพลังประชาชนของทักษิณ แว่วว่า กลุ่ม สส.เพื่อไทยที่จะลาออกตาม จะเป็นกลุ่ม สส.สัดส่วน ซึ่งถ้าอยู่เพื่อไทยก็ยังไม่มีอนาคตว่าจะได้ลงสมัครในลำดับปาร์ตี้ลิสต์ที่จะได้เป็น สส.หรือไม่ ส่วน สส. เขตที่จะย้ายออกตามบิ๊กจิ๋ว ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่แดงอ่อน เช่น อีสานใต้ หรืออีสานกลาง โดยหวังว่าพรรคใหม่นี้จะสลับคราบ “ทักษิณเสื้อแดง” จะได้เข้าร่วมรัฐบาล เผื่อฟลุกเป็นรัฐมนตรี เพราะขืนอยู่เพื่อไทยต่อไป โอกาสเป็นฝ่ายค้านรอเหงือกแห้งไปอีกหลายปี
โมเดลการตั้งพรรคใหม่หากเกิดขึ้นจริงและได้ร่วมรัฐบาล ก็อาจได้ปูนบำเหน็จเหมือนที่เนวินได้รับ ในฐานะผู้ทำให้ทักษิณอ่อนแรง
นักการเมืองทุกพรรคล้วนอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีใครอยากปากแห้งเป็นฝ่ายค้านนานๆ ทุกกลุ่มจึงต้องปรับสภาพเพื่อทางรอดของตัวเอง







