posttoday
สหรัฐหนี้ท่วมหัว นับถอยหลังรอวันสิ้นเครดิต

สหรัฐหนี้ท่วมหัว นับถอยหลังรอวันสิ้นเครดิต

21 เมษายน 2554

ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างเด่นชัดขึ้น

ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างเด่นชัดขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างเด่นชัดขึ้น หลังจากที่ตัวเลขส่งออกช่วงเดือน มี.ค. ลดลงครั้งแรกในรอบ 16 เดือน รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเพื่อหนีภาวะเงินเฟ้อและปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์

สภาพการณ์ของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 อย่างสหรัฐ ตกอยู่ในฐานะที่ย่ำแย่ลงเช่นกัน

อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ระดับท็อป 3 ของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ภาวะที่ปั่นป่วนอย่างยิ่ง แม้แต่จีนที่ “พยายาม” ชะลอการขยายตัวอย่างตั้งใจก็ตาม แต่โดยเนื้อแท้แล้วจีนยังพะวงหน้าพะวงหลังกับปัญหาฟองสบู่และเงินเฟ้อที่ยังยากจะแก้ตก

สหรัฐหนี้ท่วมหัว นับถอยหลังรอวันสิ้นเครดิต

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ เศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังดีวันดีคืนกลับต้องมาเสี่ยงที่จะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อย่าง S&P ลดความน่าเชื่อถือจากระดับสูงสุดที่ AAA

S&P ระบุว่า นี่เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น โดยชี้ว่าโอกาสมีอยู่ที่สัดส่วน 1 ต่อ 3 ในช่วงเวลา 2 ปีต่อจากนี้ จนกว่าสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะสามารถลงรอยกัน เพื่อหาหนทางลดภาวะงบประมาณขาดดุลที่สูงกว่า 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตั้งแต่เมื่อปี 2009 จากที่เคยมีสัดส่วนอยู่ที่เพียง 2-5% ระหว่างปี 2003-2008

คาดว่าปีนี้สหรัฐจะขาดดุลสูงถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะเป็นเพียงคำขู่จากยักษ์ใหญ่ด้านเครดิตเรตติ้ง แต่เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนอกสั่นขวัญหาย เพราะหากสหรัฐสูญเสียอันดับสูงสุดด้านการลงทุนก็เท่ากับว่าประเทศตะวันตกจะหมดสิ้นปราการที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากที่นานาประเทศในยุโรปถูกหั่นระดับความน่าเชื่อถือเป็นว่าเล่น

แม้กระทั่งญี่ปุ่นยังตกเป็นเป้า “หั่น” โดยน้ำมือของ S&P โดยเมื่อเดือน ม.ค. ลดระดับของญี่ปุ่นลงมาอยู่ที่ระดับที่ 4 ที่ AA- นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่เครดิตของญี่ปุ่นปรับลง ด้วยปัจจัยปัญหาเดียวกับสหรัฐและยุโรปนั่นคือหนี้สาธารณะที่พอกพูนขึ้นจนไร้วี่แววลดน้อยถอยลง

โลกกำลังคืบคลานเข้าสู่ปากเหวอีกครั้ง จากที่กระเสือกกระสนไต่ขึ้นมาจากหุบเหวได้ไม่ถึง 3 ปี หลังผ่านพ้นวิกฤตการเงินโลก และภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ปัจจัยลบที่กำลังก่อตัวขึ้นคล้ายคลึงกับเมื่อช่วงปี 2007-2008 อย่างยิ่ง เพราะแวดล้อมไปด้วยความล้มเหลวทางการเงิน และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ยกเว้นแต่เพียงว่าความล้มเหลวทางการเงินมิได้เกิดขึ้นกับภาคเอกชน แต่เกิดขึ้นกับภาครัฐที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว นั่นคือญี่ปุ่นและยุโรป และภาวะขาดดุลมหาศาลของสหรัฐ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังเกิดขึ้นกับญี่ป่นและจีน

มาบัดนี้หากมีการลดระดับ AAA จริง จนนักลงทุนผละหนีจากสหรัฐอีกครั้ง โลกอาจกลับไปเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายอีก กลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน อย่างที่หลายคนเคยหวาดกลัวกัน (หลังจากที่ความหวาดกลัวได้จางหายไปชั่วเวลาหนึ่งแล้ว)

ความหวาดกลัวนี้สะท้อนให้เห็นจากการที่นักลงทุนกว้านซื้อทองคำกันอย่างขนานใหญ่ จนล่าสุดระดับราคาทะลุหลัก 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ส่วนหนึ่งเป็นภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง

อีกส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพราะพันธบัตรของสหรัฐเริ่มเสื่อมมนต์ขลังลง

คำถามสำคัญก็คือ ในภาวะลูกผีลูกคนเช่นนี้ ควรแล้วหรือที่บริษัทเอกชนจะถือเอกสิทธิ์เข้ามาหั่นระดับความน่าเชื่อถือของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก

ที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินมักถูกตำหนิจากรัฐบาลต่างๆ ว่า ตื่นตูมจนเกินกว่าเหตุ จนกลายเป็นการชี้นำนักลงทุนแบบผิดๆ ดังที่ล่าสุด กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปนต่างตำหนิบริษัทเหล่านี้ว่า เป็นตัวการทำให้นักลงทุนลังเลที่จะซื้อพันธบัตร และยังผลให้ปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลง

กรณีของสหรัฐก็เช่นกัน ถึง S&P จะมีข้อแม้ว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 พรรค เพื่อผ่านมาตรการลดภาวะขาดดุลได้ในที่สุดแล้วจะไม่มีการหั่นเครดิต แต่เดวิด เบียร์ส หัวหน้าฝ่ายการเงินสาธารณะในและระหว่างประเทศของ S&P กลับให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ในทำนองตรงกันข้ามว่า

“เราไม่ได้บอกว่าข้อตกลงจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราแค่ไม่มั่นใจว่า ภายในเวลาที่กำหนดจะมีข้อตกลงที่น่าเชื่อถือ ไม่เฉพาะให้น่าเชื่อถือเท่านั้นแต่รวมถึงตลาดในระดับกว้างด้วย”

การกล่าวในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า S&P (และบริษัทเครดิตเรตติ้งรายอื่นๆ) มักเผื่อใจไว้ทุกครั้งที่มีการวางเงื่อนไข ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะหากเกิด “อุบัติเหตุ” ขึ้นมา ไม่เฉพาะแค่บริษัทเหล่านี้จะสูญเสียความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่นักลงทุนที่เป็นลูกค้ายังอาจขาดทุนย่อยยับ

แม้จะน่ากังวลจนถึงขั้นตื่นตูม แต่แท้จริงแล้วสถานะทางการเงินการคลังของสหรัฐไม่สามารถสั่นคลอนได้อย่างง่ายดายเหมือนญี่ปุ่น หรือยุโรป ด้วยความที่สหรัฐมีปริมาณทองคำสำรองมากที่สุด จึงสามารถพิมพ์ธนบัตรได้ตามใจชอบ และด้วยสถานะเช่นนี้ จึงทำให้พันธบัตรสหรัฐหรือฐานะผู้กู้เงินของสหรัฐมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลกตามไปด้วย

ปัญหาอยู่ที่สหรัฐกำลังพิมพ์ธนบัตรตามใจชอบมากเกินไป หรืออัดฉีดสภาพคล่องมากเกินไป เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (QE2) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ผลในด้านบวก คือช่วยให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว พร้อมที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง แต่ผลในด้านลบ คือก่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่อพันธบัตรสหรัฐ หรือนัยหนึ่งก็คือ ความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐเอง

เฟดแก้ปัญหา 2 ทาง ด้วยการซื้อพันธบัตรเสียเอง แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดีเพราะวิธี “อัฐยายซื้อขนมยาย” ในทำนองนี้อาจทำให้เฟดต้องอัดฉีดเงินไม่มีที่สิ้นสุด เพราะรับประกันไม่ได้ว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ดังที่มีผู้คาดเดาว่า ดีไม่ดีอาจต้องมีมาตรการ QE3 หรือกระทั่ง QE4 ติดตามมา

เท่ากับเป็นการอัดงบประมาณ เสริมความขาดดุล เพื่อเสี่ยงดวงว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่ จนสร้างฟองสบู่ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ปัญหาที่ว่านี้เองที่นักลงทุนกังวล และ S&P รีบหยิบฉวยความกังวลนี้มาข่มขู่รัฐบาลสหรัฐ

ส่วนความไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองเพื่อหาหนทางลดภาวะขาดดุล ถือเป็นเงื่อนไขของการแก้ปัญหาโดยตรง หากการสร้างเงื่อนไขไม่สำเร็จย่อมกระทบไปถึงปัญหาโดยตรงให้รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐแถลงว่าจะสามารถประกาศเพดานการกู้ยืมเงินของภาครัฐภายในวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเปิดช่องให้สามารถกู้เงินฉุกเฉินได้ถึงวันที่ 8 ก.ค. ระหว่างที่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยังเจรจาตกลงกันไม่ได้

วิธีการเฉพาะหน้าเช่นนี้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว แต่อย่างน้อยช่วยพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนและสาธารณชนจะเชื่อถือกับคำเตือน (หรือคำขู่) ของ S&P มากน้อยเพียงใด

เพราะสถานะของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินล้วนแต่ตกต่ำลงไปมาก หลังจากคาดการณ์และให้คำแนะนำอย่างผิดๆ ถูกๆ จนนำไปสู่วิกฤตการเงินปี 2008 การคาดการณ์ใดๆ หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือใดๆ ในระยะนี้ จึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะเชื่อถืออย่างสนิทใจ

เรื่องนี้ อลัน ครูเกอร์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ประจำกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า S&P ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของสหรัฐ อีกทั้งยังมีประวัติการ “ฟันธง” ที่ไม่สู้ดีนัก

ไม่ว่าใครจะน่าเชื่อถือกว่ากัน สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือหนี้สินและภาวะขาดดุลของสหรัฐสูงจนน่าหวาดวิตกจริงๆ ถึงแม้จะไม่เสียระดับ AAA ภายในปีสองปีนี้ แต่อาจก่อให้เกิดความสั่นคลอนอย่างยากที่จะเยียวยา

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท