
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (อีกครั้ง)
เปิดมาหลังวันหยุดสงกรานต์ก็ถือว่าเป็นวันใหม่ปีใหม่ ผู้เขียนก็เลยเห็นว่า ห่างๆ จากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
เปิดมาหลังวันหยุดสงกรานต์ก็ถือว่าเป็นวันใหม่ปีใหม่ ผู้เขียนก็เลยเห็นว่า ห่างๆ จากเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
มาดูเรื่องอื่นบ้างสักพักจะได้ไม่เบื่อ สำหรับแฟนๆ เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาก็อดใจคอยไว้ก่อน ที่จริงได้เริ่มเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น ไว้ในฉบับที่แล้วมาบ้างแล้ว เมื่อมองภัยธรรมชาติและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้ ก็ทำให้อดคิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้
โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น และผลที่จะกระทบต่อประเทศไทย นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ค่อนข้างจะกังวล เพราะญี่ปุ่นเป็นทั้งแหล่งนำเข้า และตลาดที่สำคัญอันดับต้นๆ ของไทย นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มาลงทุนในไทยเป็นอันดับสูงสุด และนักธุรกิจก็มายื่นขอเปิดหรือจัดตั้งธุรกิจในไทยตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นอันดับสูงสุดเช่นกัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว แต่นักวิชาการบางท่านก็เห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบรุนแรงมาก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาทางการเงินอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ผู้เขียนจึงเห็นว่าน่าจะมาลองดูความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า JTEPA ดู เพราะนอกจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมาอย่างยาวนาน และการค้าระหว่างกันที่มีสูงถึงกว่า 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปี 2553) แล้ว JTEPA ยังทำให้เราใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก เหมือนกับมีการหมั้นหมายกันไปแล้ว ไม่ใช่แค่คบกันเฉยๆ แต่ถ้าจะว่าแต่งงานกันไปแล้วก็คงจะยัง เพราะยังไม่ได้เป็นถึงขั้นสหภาพแบบอาเซียนที่เป็น ASEAN Economic Community แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้ามีผลกระทบเกิดขึ้นก็คงจะไม่เบานัก
JTEPA นั้นครอบคลุมเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าแทบจะทุกเรื่อง ทั้งด้านการค้าสินค้า รวมทั้งการค้าไร้กระดาษ หรือ ECommerce การค้าบริการ พิธีการทางศุลกากร การยอมรับมาตรฐานสินค้าร่วมกัน การลงทุน การเคลื่อนย้ายของบุคคลธรรมดา ได้แก่ การอนุญาตเข้าเมืองชั่วคราว การอนุญาตให้คนต่างชาติทำงาน และการกำหนดกลไกหารือเกี่ยวกับการยอมรับมาตรฐานอาชีพ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และการแข่งขัน แต่สองเรื่องหลังนี้ค่อนข้างเน้นไปในด้านความร่วมมือ
เมื่อพูดถึงความร่วมมือ JTEPA ยังกำหนดความร่วมมือไว้ในสาขาต่างๆ อีกถึง 9 สาขา ได้แก่
1.เกษตร ป่าไม้ และประมง
2.การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
3.การสร้างเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
4.บริการการเงิน
5.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
6.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
7.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
8.การท่องเที่ยว
9.การส่งเสริมการค้าและการลงทุน
พูดง่ายๆ ก็คือ ครอบคลุมเรื่องทั้งหลายแหล่ที่เจรจากันในองค์การการค้าโลก หรือ WTO นั่นเอง แถมจะมากกว่าด้วย แต่ในส่วนที่เกินกว่า WTO ก็มักจะเน้นไปในเรื่องของความร่วมมือแทนการกำหนดเป็นกฎระเบียบ
ถ้าดูขอบเขตของ JTEPA และระยะเวลาที่ใช้มาประมาณ 3 ปีแล้ว คือเริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 2550 มาจนถึง 1 พ.ย. 2553 ก็นับได้ว่าน่าจะมองเห็นอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังกันได้บ้าง รวมถึงหากจะมีการมองต่อออกไปอีกในอนาคตข้างหน้าว่าในสถานการณ์อย่างนี้ บวกกับมี JTEPA อยู่ในมือ ไทยควรจะเตรียมตัวอย่างไร ทั้งนี้ผู้เขียนคงจะดูจากเรื่องของการค้าสินค้าเป็นหลัก โดยรวมเรื่องของแหล่งกำเนิดสินค้า พิธีการทางศุลกากรและการยอมรับมาตรฐานสินค้าร่วมกัน หรือหลายท่านจะคุ้นเคยกับคำว่า Mutual Recognition ไว้ด้วย ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็คงจะมีบ้างสำหรับผู้สนใจ
ที่จริงเมื่อการเจรจา JTEPA เสร็จสิ้น และมีผลใช้บังคับเมื่อเดือน พ.ย. 2550 ก็มีนักวิชาการและสมาคมที่เกี่ยวข้องทำการศึกษาผลที่จะได้รับจากการเจรจากันไว้หลายราย อาจเป็นเพราะในช่วงที่การเปิดเสรีการค้าเป็นยุคเฟื่องฟูนั้น ไม่ได้มีการศึกษาผลักดันจากผู้เกี่ยวข้องให้มีการเจรจาเปิดเสรีการค้าระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ แต่เป็นลักษณะนโยบายจากผู้นำสั่งลงมา ที่เรียกกันว่า Top Down Policy กรณีของ JTEPA ก็เช่นกัน หลายท่านคงจำกันได้ว่าเมื่อปี 2545 ที่นายกรัฐมนตรีไทยพบกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็ได้มีนโยบายนี้ออกมา ซึ่งจะว่าไม่มีการศึกษาเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะในสมัยนั้นมีการตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อศึกษาการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทยญี่ปุ่น เพื่อผลักดันความร่วมมือที่ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี
การที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ว่า “เพื่อผลักดัน” ความร่วมมือ... นี่แหละที่ดูจะเป็น Top Down Policy และเมื่อรวมเรื่องของการทำความตกลงการค้าเสรีด้วยทำให้หลายฝ่ายกังวลใจ และต่างฝ่ายต่างก็ศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีการค้าในส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้อง เอ! เอาอีกแล้ว ผู้เขียนเห็นจะต้องขอไปเข้าเรื่องสินค้าในคราวหน้า เพราะเนื้อที่หมดอีกแล้ว







