
ของแพงเพราะรัฐ
แปลกแต่จริง ยิ่งรัฐบาลประกาศขยายเวลาอุ้มราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
แปลกแต่จริง ยิ่งรัฐบาลประกาศขยายเวลาอุ้มราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
โดยเฉพาะสินค้าอาหารสด ไข่ไก่ หมู หรือแม้กระทั่งไก่ยิ่งแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว
เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลจะบิดเบือนราคาน้ำมันด้วยการผลาญงบประมาณของคนทั้งชาติไปเพื่อคนใช้ดีเซลอีกทำไม ในเมื่อความคาดหวังที่ว่า จะกดราคาดีเซลไว้เพื่อสกัดของแพงไม่เป็นผล เพราะประโยชน์ส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรวยที่ประกอบธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง หรือแม้แต่คนรวยขับรถยนต์ยี่ห้อหรูจากค่ายยุโรปก็เติมดีเซลแทนเบนซินแล้วทั้งนั้น แถมรถหรูรุ่นใหม่ราคาแพงก็ติดตั้งแก๊สอีกต่างหาก ซึ่งล้วนเป็นเชื้อเพลิงที่รัฐบาลใช้เงินประชาชนทั้งประเทศเข้าไปอุ้มชูทั้งสิ้น
นับเป็นความอัปยศต่อการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยแท้ เพียงแค่หวังผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่ก็หน้ามืดตามัว ชั่งน้ำหนักไม่ถูกว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ กระทั่งการวัดผลที่เกิดขึ้นจากการอุ้มราคาดีเซลก็ไม่เคยเข้าไปเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ทุกวันนี้เสียงร้องระงมจากผู้บริโภค ร้านค้ารายเล็กรายน้อยที่ประสบปัญหาของแพงไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ทุกอย่างถูกเหมารวมเป็นเรื่องของราคาดีเซล แล้วก็จบปัญหาด้วยการถมเงินเข้าตรึงราคา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
หลายสินค้าที่ราคาปรับขึ้น ว่ากันตามจริงมีเพียงส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาสูงขึ้น แต่อีกจำนวนมากเป็นผลต่อเนื่องจากการเกาะกระแส หรือการสร้างสถานการณ์ของผู้ค้า ซึ่งแทนที่รัฐจะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งประชาชน ใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ กลับตรงกันข้าม ทำตัวเป็นลูกไล่ให้เอกชนชี้นำ ป่วนให้สินค้าขาดตลาด แล้วปล่อยขึ้นราคาในที่สุด
ปกติทุกปีวงจรของราคาสินค้าที่มีนัยสำคัญต่อการครองชีพของประชาชน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร จะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ช่วงไหนราคาสินค้าใดบ้างจะเป็นช่วงขาขึ้น ขาลง ภายใต้ตัวแปรใดบ้าง
แม้ปีนี้รัฐบาลจะอ้างสภาพอากาศแปรปรวน แต่นักพยากรณ์อากาศต่างก็ระดมให้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วเช่นกัน รวมถึงการนำเสนอทางออกทางแก้มากมายจากเหล่าบรรดานักวิชาการ ภาคธุรกิจ ถ้าเพียงแต่รัฐบาลจะใส่ใจนำไปปรับใช้วางแผนรับมือล่วงหน้า ประเทศไทยจะไม่หวนสู่ยุคข้าวยากหมากแพงอย่างเหลือเชื่อเหมือนในเวลานี้
ดังนั้น ปรากฏการณ์ของแพงที่กำลังดำเนินอยู่นี้ จึงสรุปได้ชัดเจนว่า เป็นผลจากการบริหารงานแบบนิยมเอาหน้าออกโทรทัศน์ไปวันๆ ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาลยันรัฐมนตรี ไปจนถึงบรรดา สส. พวกชอบห้อย ชอบตาม







