
เลขาฯสปส.ย้ำจุดยืนแก้ ม.10 เลือกเสรีระบบประกันสุขภาพ
ประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบทุกเดือน ขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลับไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
ประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบทุกเดือน ขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลับไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
โดย...วิทยา ปะระมะ
ประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบทุกเดือน ขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลับไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นเรื่องที่ถกเถียงต่อสู้กันนานกว่า 3 เดือน ความคืบหน้าล่าสุดคือการที่กรรมการประกันสังคม (สปส.) และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมตั้งทีมเจรจาเรื่องการดำเนินการตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่กำหนดให้โอนผู้ประกันตนมาใช้บัตรทองเมื่อทั้งสองหน่วยงานพร้อม
ก่อนหน้านี้ ปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการ สปส. ออกตัวล้อฟรีว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็พูดไม่ได้
ปั้นกล่าวถึงที่มาของกฎหมายประกันสังคมว่า มีที่มาจาก ปว.103 ในปี 2515 จากนั้นจึงออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองกองทุนเงินทดแทนในปี 2517 กองทุนเงินทดแทนนี้นายจ้างจ่ายเงินเพื่อลูกจ้างหมด ถ้าลูกจ้างไม่ป่วยก็ถือว่ามีประกันไว้ แต่ถ้าลูกจ้างป่วยด้วยโรคราคาแพง กองทุนจะจ่ายให้ นั่นคือที่มาของกองทุนเงินทดแทน
“ระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขมาจากตรงนั้น พอมาถึงปี 2533 ลูกจ้างบอกว่า ถ้าคุ้มครองเจ็บป่วยในงาน แต่ถ้าออกนอกโรงงานแล้วป่วยใครจะดูแล มันก็เกิดประเด็นว่าเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายด้วย นายจ้างก็บอกว่าออกนอกโรงงานไปแล้วก็ต้องดูแลตัวเอง ก็เลยเกิดเป็นการจ่ายสมทบ 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้าง ระบบยังเหมือนเดิมคือเป็นการประกันความเสี่ยงว่าคนในระบบนี้ถ้าป่วยก็เอาเงินคนอื่นมาจ่ายด้วย” ปั้น กล่าว
เลขาธิการ สปส. ย้ำว่า ณ ขณะนั้นในปี 2533 ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย ประกันสังคมเป็นระบบที่ดีที่สุดที่ไม่ได้สร้างมาโดยรัฐบาล แต่สร้างโดยความต้องการของผู้ใช้แรงงาน
เหตุที่ย้อนอดีตไปไกลขนาดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อถึงปัจจุบัน หากลูกจ้างไม่อยากจ่ายสมทบสำหรับการรักษาพยาบาลก็ต้องไปแก้กฎหมาย เพราะจุดเริ่มต้นมาจากลูกจ้าง การจะแก้หรือไม่แก้กฎหมายไม่ใช่เรื่องที่ สปส.จะให้ความเห็น แต่ต้องมาจากการเรียกร้องของลูกจ้างเอง
แม้จะบอกว่าไม่มีความเห็นใดๆ ในเรื่องแก้กฎหมาย แต่สำหรับกรณีการเจรจาโอนผู้ประกันตนไปอยู่กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามมาตรา 10 ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ เขาพูดชัดเจนว่า “ต้องแก้กฎหมาย”
“มาตรา 10 วรรคแรกบอกว่า ให้บอร์ด 2 บอร์ดไปตกลงกัน วรรค 2 บอกว่า ถ้าตกลงกันได้แล้วให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา และวรรค 3 บอกว่าเมื่อมีคนจะย้ายไป สปสช.สมมติ 1 ล้านคน สปส.ก็ต้องเอาเงินที่เรียกเก็บสมทบไปจ่ายให้ สปสช. ผู้ประกันตนก็ยังต้องจ่ายเหมือนเดิม ไม่ใช่ไม่จ่าย ฉะนั้นจึงต้องไปมาตรา 10 ว่าเมื่อเอาคนไปแล้วให้ สปสช.ไปเอาเงินจากรัฐแทน” ปั้น กล่าว
และแม้จะไม่อยากแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข้อถกเถียงเหล่านี้ แต่ประเด็นหนึ่งที่เขาเห็นด้วยกับฝั่งชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน นั่นคือระบบการให้บริการสาธารณสุขควรมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีอำนาจต่อรองกับหน่วยบริการ ไม่สามารถ “เตะ” โรงพยาบาลที่มาตรฐานต่ำออกไปจากระบบ ปัญหาเรื่องคุณภาพการให้บริการการให้บริการที่ไม่เต็มที่ก็จะยังมีอยู่ต่อไป
“ปี 2537 เราใช้เงินในการดูแลสุขภาพของประเทศไทยทั้งราชการ ทั้งประกันสังคม 1 แสนล้านบาท แต่มาปี 2551 เพิ่มเป็น 3.5 แสนล้านบาท ถามว่าแล้วปีหน้าจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ อีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ คำตอบคือเราดูแลหน่วยบริการไม่ได้ ถ้าเราควบคุมได้และมีระบบเดียว เราจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้มันไต่ระดับในอัตราที่เหมาะสมได้” ปั้น กล่าว
สำหรับการดำเนินการในส่วนของ สปส.เองนั้น ปั้น กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกโรงพยาบาลหลัก และโรงพยาบาลหลักก็มีโรงพยาบาลเครือข่ายที่ผู้ประกันตนไปรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินก่อน ซึ่งขณะนี้ได้ตกลงกับโรงพยาบาลสังกัดสาธารณสุข โรงพยาบาลสังกัด กทม. และโรงพยาบาล ทหารแล้วว่า ให้ผู้ประกันตนเข้ารับบริการในเครือข่ายของแต่ละสังกัดได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปที่โรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้
“ถ้าเป็นแบบนี้พอเราส่งสัญญาณอย่างนี้ว่าไม่มีเขาด้วย เขาก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกเตะออกไป เขาก็เสนอตัวเข้ามาว่าถ้าอย่างไรขอติดตามความคืบหน้า ถ้าเราสามารถทำเครือข่ายแบบนี้ให้เสร็จได้ ต่อไปก็เป็นการทำให้รักษาข้ามเครือข่ายก็จะสะดวกขึ้น ถึงตอนนั้นถ้าโรงพยาบาลเอกชนอยากเข้าร่วมก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของเรา นี่คือการเพิ่มอำนาจต่อรอง ผมกำลังเตรียมการในการที่เข้าสู่การมีเครือข่ายผู้ให้บริการที่เป็นอย่างเดียวกัน แต่มันต้องค่อยเป็นค่อยไป” ปั้น กล่าว
ปั้น กล่าวว่า เมื่อพูดถึงฝั่ง “ซัพพลาย” หรือผู้ให้บริการที่ควรมีมาตรฐานเดียวกันแล้ว ในฝั่ง “ดีมานด์” หรือผู้ต้องรับการรักษาพยาบาลที่ปัจจุบันมี 64 ล้านคน ก็ควรออกแบบให้เลือกว่าจะใช้บริการจากระบบประกันสุขภาพใดได้ตามกำลังความสามารถและความสมัครใจ ไม่ใช่บังคับให้อยู่ในระบบเดียวกันหมด
เขายกตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งบอกว่าให้พนักงานไปรักษาที่ไหนก็ได้ โรงพยาบาลชั้น 1 หรือโรงพยาบาลต่างประเทศก็ได้ แล้วจะไปกำหนดได้อย่างไรว่าเขาต้องมาเข้าระบบบัตรทองหรือประกันสังคม ฉะนั้นการเลือกว่าจะให้ใช้ระบบไหนควรให้ผู้ใช้บริการเป็นผู้กำหนดตามกำลังความสามารถ
“ถามว่าโรงพยาบาลชุมชนเขาให้บริการได้ขั้นไหน ระดับปฐมภูมิขั้นต้นและขั้นกลางอาจพอได้ แต่ทุติยภูมิคงไม่ได้ โรงพยาบาลจังหวัดให้บริการได้ระดับไหน อาจเป็นทุติยภูมิ โรงพยาบาลศูนย์อาจถึงขั้นทุติยภูมิก็ได้ จะเห็นว่าแต่ละเครือข่ายผู้ให้บริการก็จะมีหลายชั้น แต่ถ้ามีมาตรฐานเดียวกันว่าชั้นไหนให้บริการได้ถึงขั้นไหน แต่ถ้าผมเป็นคนแก่ ผมมีกำลังทรัพย์ ผมจ่ายระบบภาษีอากรรัฐอาจดูแลถึงขั้นทุติยภูมิ ผมไม่มั่นใจผมอาจไปซื้อประกันก็ได้เพื่อให้ได้บริการถึงขั้นตติยภูมิก็เป็นสิทธิของผม” ปั้น กล่าว
ฉะนั้น ถ้าระบบเครือข่ายผู้ให้บริการสุขภาพสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว ประชาชนทั้ง 64 ล้านคน ควรมีสิทธิเลือกว่าจะใช้ระบบไหนก็ได้ตามความจำเป็นตามความตั้งใจของเขา







