posttoday
หนี้ทะลักการเมืองยิ่งล้นระเบิดเวลาที่อเมริกาต้องรีบเคลียร์

หนี้ทะลักการเมืองยิ่งล้นระเบิดเวลาที่อเมริกาต้องรีบเคลียร์

20 เมษายน 2554

สร้างความประหลาดใจกันไปทั่วแวดวงการเงินโลก เมื่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศหั่นแนวโน้มตราสารหนี้ของสหรัฐ จากคงที่ (Stable)

สร้างความประหลาดใจกันไปทั่วแวดวงการเงินโลก เมื่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศหั่นแนวโน้มตราสารหนี้ของสหรัฐ จากคงที่ (Stable)

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สร้างความประหลาดใจกันไปทั่วแวดวงการเงินโลก เมื่อสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศหั่นแนวโน้มตราสารหนี้ของสหรัฐ จากคงที่ (Stable) มาเป็นแนวโน้มด้านลบ (Negative) ซึ่งเป็นการลดแนวโน้มครั้งแรกในรอบ 22 ปี ของเอสแอนด์พี และเป็นการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า อาจนำไปสู่การหั่นอันดับเครดิตของสหรัฐตามมา

สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องน่าตกใจที่เขตเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ต้องเจอกับความเสี่ยงทางตราสารหนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจฉุดบทบาทมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลดบทบาทของสกุลเงินเหรียญสหรัฐลง

ทว่าสำหรับอีกหลายคน ท่าทีของเอสแอนด์พีไม่ใช่เรื่องที่เกินคาด เพราะทั้งสถานการณ์ทาง “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” ของอเมริกาในวันนี้ กำลังเผชิญวิกฤตหนักไม่แพ้กัน

และอาจไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดอีกครั้ง หากสหรัฐจะถูกหั่นเครดิตใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะแก้ปัญหาไม่ได้

ในด้านตัวเลข สหรัฐมีหนี้สาธารณะ 14.27 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 428 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ ขณะที่งบประมาณขาดดุลอยู่ที่ราว 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท) หรือเกือบ 10% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจในประเทศเช่นกัน

หนี้ทะลักการเมืองยิ่งล้นระเบิดเวลาที่อเมริกาต้องรีบเคลียร์

ส่วนในด้านการเมืองนั้น ว่ากันว่าบรรยากาศในกรุงวอชิงตันกำลังร้อนระอุที่สุดในรอบกว่า10 ปี กับการแตกคอระหว่างรัฐบาลพรรคเดโมแครตและฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันเรื่องการลดงบประมาณขาดดุลในร่างงบประมาณแผ่นดินสมัยหน้าปี 2555-2556 ทั้งที่เส้นตายใกล้งวดเข้ามาทุกที

รายงานการประเมินของเอสแอนด์พีระบุว่า แผนการตัดลดงบประมาณขาดดุล และการลดหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐนั้นยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องมีการทบทวนแนวโน้มระยะยาวของตราสารหนี้อเมริกันใหม่

สิ่งที่สะท้อนความกังวลจากเอสแอนด์พีไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้หรือการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่เป็นความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาหนี้ได้

ทั้งนี้ ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ในภาคการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงิน และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเดโมแครตนำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศแผนการตัดลดงบประมาณขาดดุล 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 120 ล้านล้านบาท) ในอีก 12 ปีข้างหน้า ด้วยการตัดลดรายจ่ายและขึ้นภาษีคนรวยเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนว่าพรรครีพับลิกันที่ขึ้นชื่อมาตลอดเรื่องการช่วยคนรวย คัดค้านแผนการดังกล่าว โดยต้องการให้ลดรายจ่ายให้มากขึ้น แทนที่การขึ้นภาษีผู้มีรายได้สูง

ร่างงบประมาณที่เสนอโดยฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอให้ลดงบขาดดุลลง 6.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า แต่ให้เน้นที่การตัดลดงบประมาณรายจ่ายเป็นสำคัญแทน

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกำลังตีตัวออกห่างจากสหรัฐ

หนี้ทะลักการเมืองยิ่งล้นระเบิดเวลาที่อเมริกาต้องรีบเคลียร์

PIMCO กองทุนพันธบัตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศเทขายตราสารหนี้สหรัฐทั้งหมด 2.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.08 ล้านล้านบาท) ออกไปตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

บิลล์ กรอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนของพิมโก เปิดเผยเหตุผลในการตัดสินใจขณะนั้นกับรอยเตอร์สว่า เป็นเพราะในปีนี้อเมริกาจะเริ่มเผชิญกับดอกเบี้ยขาขึ้น เงินดอลลาร์ขาลง และที่สุดแล้วเศรษฐกิจสหรัฐก็จะหลุดจากอันดับเครดิตชั้นสูงสุด (AAA : ทริปเปิลเอ)

หากหลุดจากอันดับเครดิตชั้นสูงสุด ดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรก็จะสูงขึ้นไปด้วยตามความเสี่ยง เช่นเดียวกับดอกเบี้ยอื่นๆ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั้งของภาครัฐ เอกชน และประชาชนแพงขึ้น ทั้งที่ประเทศเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

รอยเตอร์สระบุว่า หากสหรัฐต้องถูกหั่นอันดับเครดิตประเทศลงใน 1-2 ปีข้างหน้าจริง นอกจากจะส่งผลตามมาเรื่องต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเงินเหรียญสหรัฐ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ของอเมริกาไปด้วย

เมื่อครั้งที่บริษัทจัดอันดับเครดิตมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส หั่นแนวโน้มหนี้ระยะยาวของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในอันดับสูงสุด AAA ไปเป็นแนวโน้มด้านลบ เมื่อปี 2541 หรือเป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่สหรัฐเผชิญในวันนี้ เงินเยนได้ดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี เช่นเดียวกับราคาพันธบัตรรัฐบาล

อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังฟื้นตัวได้ไม่เสถียรพอ และอ่อนไหวอย่างมากต่อปัจจัยลบอย่างอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมภาคยานยนต์ ซึ่งยังถือเป็นหัวใจสำคัญต่อตลาดงานอเมริกันด้วย และทั้งสองด้านนี้ก็ยังส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนมากที่สุดอีกด้วย

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจโลกที่ต้องรับผลกระทบตามมาเช่นเดียวกัน ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่ในรูปของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และผลกระทบในแง่ของการค้า การลงทุน และความผันผวนของค่าเงิน

หากปลดชนวนปัญหาทั้งหลายไม่ทัน เห็นทีโลกอาจต้องแบกรับความเสี่ยงเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนไปด้วยอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท