
ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ วัดใจใครจะทำ???
ย่างก้าวต่อไปคงต้องวัดใจพรรคการเมืองว่าจะมีใครกล้าหยิบเผือกร้อนนี้ไปสานต่อให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะมือไม้ส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองล้วนซ่อนตัวอยู่ในอปท.แทบทั้งสิ้น....
ย่างก้าวต่อไปคงต้องวัดใจพรรคการเมืองว่าจะมีใครกล้าหยิบเผือกร้อนนี้ไปสานต่อให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะมือไม้ส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองล้วนซ่อนตัวอยู่ในอปท.แทบทั้งสิ้น....
โดย....สำนักงานปฏิรูป (สปร.) http://www.reform.or.th/
“ที่ผ่านมาระบบการบริหารงานของเมืองไทยเป็นระบบการบริหารที่มาจากส่วนกลางและมาจากศูนย์รวมอำนาจและเราใช้ระบบสภาที่มีตัวแทน ซึ่งระบบนี้ได้ทำให้การที่ประชาชนมีส่วนร่วมและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของชีวิตของเขาและเขาสามารถดูและกิจกรรมต่างๆ ที่อาจกระทบต่อชีวิตของเขาเขาควรจะได้รับอำนาจในการตัดสินใจและมีสิทธิที่จะเลือกใช้อำนาจนั้นด้วย”
นี่เป็นถ้อยแถลงบางส่วนบางตอนของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) กล่าวในการการแถลงข่าวเรื่องการนำเสนอโมเดลการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเมื่อวันจันทร์(19 เม.ย.) ผ่านมา ซึ่งหัวใจหลักสำคัญของการแถลงข่าวในครั้งนี้นั้นคือการนำเสนอโมเดลการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์และกลั่นกรองมานานร่วม 10 เดือนโดยสิ่งที่คณะทำงานเน้นย้ำอย่างชัดเจนคือการกระจายอำนาจให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเพื่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
นายอานันท์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่แท้จริงเรื่องความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรมในสังคมไทยคือการบริหารงานในท้องถิ่นที่กระจุกตัวและใช้อำนาจแบบรวมศูนย์
“การบริหารงานแบบรวมศูนย์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพต่างๆ ในการบริหารงานไม่เพียงพอและก่อให้เกิดปัญหาตามมาในสังคมเป็นจำนวนมาก เราได้พยายามเสนอวิธีการต่างๆ ที่จะมีการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมกับอปท.ในการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม” ประธานคปร.กล่าวเพิ่มเติมในการแถลงข่าว
ทั้งนี้โมเดลที่คปร.ได้นำเสนอต่อสังคมนั้น ชัดเจนเรื่องการรื้อไล่ถอนอำนาจเดิมที่รวมศูนย์และกระจุกตัวอยู่ตรงกลาง จนทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกแทรกแซงจากรัฐและกลายเป็นกระบอกเสียงหรือมือไม้ให้กับนักการเมืองระดับชาติมากกว่าอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โมเดลชุดนี้ได้ได้รื้ออำนาจของระบบราชการท้องถิ่นใหม่โดยให้หน่วยงานราชการเดิมในระดับจังหวัดให้มีหน้าที่เพียงแค่ ประสานงานด้านนโยบาย เป็นสำนักงานของราชการส่วนกลาง และเสนอแนะการบริหารจัดการในส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
ส่วนอำนาจที่เหลือจะถูกกระจายลงสู่ประชาชนให้ประชนมีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นในรูปแบบของกลไกประชาสังคม มีผู้บริหารและสภาท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการ ในฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดิม ซึ่งองค์กรเหล่านั้นจะต้องรับรองและสนับสนุนบทบาทของชุมชนและภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการบริหารราชการ และการจัดบริการต่างๆ ภายในท้องถิ่นอย่างชัดเจนด้วย
โมเดลของคปร.ยังได้ติดดาบให้ภาคประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจในการพิจารณาหรือคัดค้านโครงการหรือการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในรูปแบบประชาธิปไตยทางตรงอย่างการลงประประชามติหรือการลงลายมือชื่อเพื่อยับยั้งการตัดสินใจนั้นๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจนอกจากประเด็นในเรื่องการเมืองที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นแล้ว คปร.ยังได้เสนอการปฏิรูปอำนาจในการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยเสนอให้รัฐบาลถ่ายโอนอำนาจการจัดเก็บภาษีให้ท้องถิ่นจัดการได้ด้วยตนเองและแบ่งสัดส่วนในการจัดเก็บในส่วนของท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือแบ่งสรรสัดส่วนภาษีที่ส่วนกลางจัดเก็บให้แก่ส่วนท้องถิ่นมากขึ้น เช่น เพิ่มสัดส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ท้องถิ่นได้รับจากร้อยละ 10 (หรือร้อยละ 0.7 ของมูลค่าเพิ่ม) เป็นร้อยละ 30 (หรือร้อยละ 2.1 ของมูลค่าเพิ่ม)
สมชัย ฤชุพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงการคลังในฐานะกรรมการคปร. ได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
"รัฐควรให้อำนาจในการใช้จ่ายเงินเองแกท้องถิ่นเพราะเราต้องการให้ท้องถิ่นกล้าที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าการดำรงอยู่ของท้องถิ่นนั้นมีประโยชน์และคุ้มค่าประชาชนจึงควรที่จะเสียภาษีให้ท้องถิ่นและผู้จ่ายภาษีก็จะต้องพิสูจน์ว่าเงินภาษีที่เราจ่ายไปนั้นได้ทำนุบำรุงท้องถิ่นอย่างแท้จริง ให้การตัดสินใจใช้จ่ายอยู่ที่ท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นในรูปแบบใหม่นี้จะแตกต่างจากเดิม เราคิดใหม่ว่าเงินที่นำไปสู่ท้องถิ่นจะกระจายให้ท้องถิ่นได้ใช้ประโยชน์มากขึ้นโดยจะมีคณะกรรมการของประชาสังคมคอยกลั่นกรองว่าในท้องถิ่นควรจะทำอะไรทั้งหมดเป็นการสอดรับกับระบบการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลกหรือการที่กระแสโลกาภิวัฒน์พัดกระหน่ำไปทั่วโลกเราไม่อาจต่อต้านแต่เราอาจจะใช้ประโยชน์จากการลดกระแสการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ได้ โดยการทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งนานาชาติได้ใช้ระบบนี้ในการปกป้องท้องถิ่นของตนเองมามากแล้ว"กรรมการคปร.ผู้นี้กล่าว
ทั้งนี้ข้อกังขาของสังคมและกลายเป็นประเด็นร้อนก่อนที่จะมีการนำเสนอโมเดลชุดนี้คือความสงสัยในความมีอยู่ของ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจะไปอยู่ในสัดส่วนไหนและมีบทบาทหน้าที่อย่างไรนั้น
พงษ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะกรรมการคปร.ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ตามระบบที่เรานำเสนอกำนันผู้ใหญ่บ้านก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่อีกเลยเหลือแต่เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยก็เป็นเรื่องของรัฐบาลจะไปคิดเอาว่าจะยังคงกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ต่อไปหรือไม่แล้วจะให้มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องอะไรอย่างเช่นอาจจะไปทำเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือเป็นผู้ช่วยตำรวจก็ทำไปได้ แต่ถ้าเห็นว่ามันไม่มีความจำเป็นอีกแล้วก็อาจจะสลายหรือว่ายกเลิกไปอันนี้เราก็ไม่ได้เสนอเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะไปตัดสินใจเอาว่าถ้าไม่มีมีงานแล้วจะให้ทำอะไรอีกต่อไป
โมเดลการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของคปร.ชุดนี้ เพิ่งผ่านการนำเสนอมานี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสังคมไทยเหมือนที่คปร.ได้ลั่นวาจาไว้โดยเฉพาะอปท.เองร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน หากแต่ย่างก้าวต่อไปคงต้องวัดใจพรรคการเมืองว่าจะมีใครกล้าหยิบเผือกร้อนนี้ไปสานต่อให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะมือไม้ส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองล้วนซ่อนตัวอยู่ในอปท.แทบทั้งสิ้น!!!!!!







