posttoday
เงินเฟ้อเทียมระเบิดที่รัฐยื่นให้ประชาชน

เงินเฟ้อเทียมระเบิดที่รัฐยื่นให้ประชาชน

19 เมษายน 2554

อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขของเดือน มี.ค. 2554 ออกมาที่ระดับ 110.49

อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขของเดือน มี.ค. 2554 ออกมาที่ระดับ 110.49

โดย...ทีมข่าวการเงิน

อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขของเดือน มี.ค. 2554 ออกมาที่ระดับ 110.49 สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเพียง 3.14% ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ปลาบปลื้มใจว่าต่ำกว่าที่สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ ทำนายไว้

นี่เป็นเรื่องที่น่าดีใจจริงหรือ อย่าลืมว่าอัตราเงินเฟ้อนั้นเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ตั้งแต่รัฐบาลออกมาตรการค่าครองชีพ ทั้งเรื่องขึ้นรถเมล์เพื่อประชาชนฟรี ขึ้นรถไฟชั้น 3 ฟรี ช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งการอุ้มราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม การขอร้องผู้ประกอบการชะลอการขึ้นราคาสินค้าไปก่อน ล้วนทำให้ระดับราคาสินค้าต่ำกว่าต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจริง

นักวิเคราะห์มองว่า หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาสินค้าและแทรกแซงกลไกราคาให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง อัตราเงินเฟ้อจะต้องเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกไม่น้อยกว่า 23% หากรวมกับเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมา อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ระดับ 56% ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2554 เท่ากับ 3.23.7% เท่านั้น

เงินเฟ้อเทียมระเบิดที่รัฐยื่นให้ประชาชน

การบิดเบือนกลไกราคา ทำให้เงินเฟ้อเพี้ยนไปจากความเป็นจริงนั้น จะเป็นปัญหาในระยะยาว หากเอกชนอั้นต้นทุนไม่ไหว และรัฐบาลไม่ให้ขึ้นราคาสินค้า เอกชนก็จะพากันล้มหายตายจากไป หรือลดจำนวนการผลิตลง ซึ่งจะมีผลต่อการจ้างงาน และจำนวนสินค้าในตลาด รวมทั้งมีผลต่อการชำระหนี้ของผู้ประกอบการกับธนาคารเจ้าหนี้

ในที่สุดแล้วนี่จะเป็นผลต่อฐานะการคลังของรัฐบาล วิกรม เนห์รู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก กล่าวว่า ในปี 2554 ปัญหาเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาเร่งด่วนในระยะสั้นของรัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียที่จะต้องเร่งแก้ไข โดยมีปัจจัยจากการเพิ่มขึ้นของเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เร่งตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งภูมิภาคยังถูกกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ และทำให้การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจมีความยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะราคาสินค้าที่สูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นค่าแรงและกระทบต่อไปยังราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามอีกด้วย และอาจทำให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้จะมีความกังวลว่าจะมีเงินไหลเข้ามากขึ้น หากดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นไปกว่าระดับปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาจแสดงถึงสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคน่าจะยังผันผวนอยู่มากในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้รายได้เกษตรกรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการอุปโภคบริโภค แต่ประเด็นนี้อาจกระทบต่อผู้ที่มีรายได้น้อย

ธนาคารโลกแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายการบิดเบือนกลไกตลาด เพราะเห็นว่าอาจจะสร้างปัญหาต่อภาระการคลังในอนาคต ดังนั้นควรทยอยยกเลิกและนำเงินอุดหนุนส่วนดังกล่าวมาพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ดีกว่า

“นโยบายอุดหนุนทางด้านราคาผู้ที่ได้รับประโยชน์มีทั้งคนรวยและผู้มีรายได้น้อย ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะมีนโยบายประเภทนี้ควรจะทำเฉพาะเจาะจงกับผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เพื่อลดขนาดของภาระทางการคลัง” วิกรม กล่าว

สิ่งที่ธนาคารโลกเป็นห่วงก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะตระหนักเช่นกัน เพราะหากใช้จ่ายเกินตัวแล้ว สุดท้ายหากรีดภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมาปิดหีบงบประมาณ และสัดส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น

การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะ จะสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลที่บริหารได้ดีจริงหรือไม่ ดีแต่ใช้เงิน แต่หาเงินไม่เป็น หรือว่าบริหารเก่งจนแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ต้องอาศัยการกู้เงิน

เป็นโชคส่วนหนึ่งของไทย ที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้ช่วยตรึงให้ราคาน้ำมันไม่สูงไปมากกว่านี้ แต่การส่งออกก็อาจจะได้รับผลกระทบหากค่าเงินบาทแข็งค่าจนส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ดูแลนโยบายการเงินก็จะกลุ้มใจไม่แพ้กระทรวงการคลัง เพราะหากเงินบาทแข็งมากจนส่งออกลดลง นักท่องเที่ยวต่างชาติหดหายไปเพราะราคาทัวร์ประเทศไทยแพงกว่าที่อื่น ก็จะทำให้รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศและเป็นรายได้สำคัญลดลง มีผลต่อรายรับของรัฐบาลทั้งสิ้น

สิ่งที่จะเกิดต่อไปนี้ก็คือ ธปท.จะต้องดูแลเงินไหลเข้าอย่างใกล้ชิด และไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินพอดี ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะบริหารให้สมดุล

ยรรยง ไทยเจริญ ผู้บริหารทีมนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความเสี่ยงที่อยากชี้ให้เห็นคือ การตรึงราคาสินค้าและราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ซึ่งในช่วงใกล้เลือกตั้งมองว่ารัฐจะใช้นโยบายตรึงราคาต่อไป และเมื่อผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ก็จะปล่อยตามกลไก จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และจะเป็นแรงกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างเร็วและแรง จนช็อกเศรษฐกิจได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ทำให้ดูแลลำบากมากกว่าการปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไป

มุมมองของ ธปท.ไม่ใช่เรื่องเล่น และเป็นเรื่องที่นักวิชาการแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป จะต้องกลับเข้าสู่ชีวิตจริงแล้ว ราคาสินค้าแพงแต่ค่าแรงปรับไม่ทันกัน จะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนชักหน้าไม่ถึงหลัง สุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นหากไม่จำเป็น รัฐบาลก็ไม่ควรจะดื้อด้านฝืนกลไกตลาดจนทำให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อเศรษฐกิจ

แต่ฟันธงได้ว่า ถึงจะเห็นหุบเหวอยู่ข้างหน้า รัฐบาลก็จะยอมเดินลงเหว ขอให้ได้ใจประชาชนและได้กลับมาเป็นรัฐบาล ถึงตอนนั้นมาแก้ไขปัญหาที่ทำเอาไว้เอง ถึงจะแก้ปัญหายากก็ไม่เป็นไร แต่หากไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล พรรคที่เป็นแกนนำบริหารประเทศก็จะกระอักกับปัญหาที่รัฐบาลนี้สร้างไว้ให้ก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลนี้ต้องมารับผิดชอบแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท