
วางยุทธศาสตร์ขาขึ้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ภารกิจสำคัญในเศรษฐกิจภาพใหญ่ คือการขับเคลื่อนการใช้เม็ดเงินจากทั้งในและนอกงบประมาณ และกำหนดแผนการลงทุนโดยเฉพาะในปี 25542556 ที่ต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยใน 6 เดือนข้างหน้าจะต้องมีความชัดเจนทั้งในและต่างประเทศว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านยุทธศาสตร์อะไร เม็ดเงินมาจากที่ไหน จะเป็นการใช้เงินจากนอกงบประมาณน้อยกว่าที่ขออำนาจไว้ ทำให้การเป็นหนี้น้อยลง
โดยในปี 2553 คาดว่าจะขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท แต่เก็บรายได้เพิ่มขึ้น 1.5 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 1.5% ของจีดีพี ทำให้หนี้สาธารณะจะลดลง เพราะรายได้เพิ่ม และไม่มีการตั้งงบกลางปี เพราะมีเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) อยู่แล้ว
สำหรับมาตรการทางภาษี เป็นการผลักดันพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเรื่องที่เสนอครม. ซึ่งล่าสุดได้หารือกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ก็ให้การสนับสนุนกฎหมายนี้ แต่ให้มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย ถือว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่จะสร้างความเสมอภาค เป็นตัวแปรทำให้การใช้ที่ดินมีประโยชน์มากขึ้น เป็นแหล่งรายได้ให้รัฐบาลตั้งธนาคารที่ดินให้เกษตรกรที่ยากจนมีที่ดินทำกิน
ส่วนภาษีตัวอื่น ทั้งภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม มองว่าภาษีนิติบุคคล 30% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นดูสูง แต่ข้อเท็จจริงประเทศไทยมีสิทธิพิเศษให้ผู้มาลงทุนมาก ทำให้ภาษีที่จ่ายจริงหลังหักลดหย่อนเสียภาษี 20% แต่แนวโน้มที่อัตราภาษี 30% ลงมา เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างที่ทราบว่าอัตราที่ควรเก็บอยู่ที่ 10% ตามกำหนดการเก็บไว้เดิม แต่ที่ผ่านมาเมื่อเกิดวิกฤตปี 2540 ทำให้ปรับลดลงมาชั่วคราว 7% ซึ่งลดมาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว ก็ต้องดูจังหวะที่เหมาะสม ส่วนภาษีบุคคลธรรมดายังไม่ได้มีการหารือว่าจะต้องปรับลงอย่างไร
นายกรณ์ กล่าวว่า หัวใจเศรษฐกิจปีนี้ คือการเพิ่มธุรกรรมทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ของรัฐบาลก็ดีขึ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดต้องใช้กับงบประจำ ดังนั้นการลงทุนต้องหาแหล่งเงินจากแหล่งอื่น ที่จะพึ่งพาในอนาคตมากขึ้น คือ จากภาคเอกชน และจากรัฐวิสาหกิจโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ถึงแม้ว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่ง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยังมีปัญหาการลงทุนเบิกจ่ายลงทุนในปีที่ผ่านมาได้ไม่ถึง 50% ซึ่งต้องมีการปรับปรุงไม่เช่นนั้นจะมีปัญหา เพราะการลงทุนสำคัญๆ ของรัฐบาลต้องดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ
ในส่วนของการเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน หรือ PPP ต้องทำให้เกิดจริง เพราะไม่เช่นนั้นเอกชนจะเข้ามาลงทุนแทนภาครัฐไม่ได้ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้พิจารณาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าการลงทุน 56 แสนล้านบาท ทำให้เป็นโครงการ PPP ทั้งหมด เป็นการลดภาระงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ดีขึ้น โดยมีโครงการนำร่อง คือการสร้างรถไฟฟ้า และทางด่วน
นายกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์การลงทุน ต้องดู 4 ปัจจัย 1.รัฐมีเงินงบประมาณเหลือจากใช้จ่ายประจำเท่าไร 2.รัฐบาลสามารถเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยตัวเอง มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการมากขึ้นได้เท่าไร 3.การเปิดทางเอกชนเข้ามาลงทุน และบริหารจัดการโครงการจะได้มากน้อยขนาดไหน และ 4.ไทยต้องหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ เพื่อจัดซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศที่จะมีมากขึ้นในอนาคต
ขณะนี้จากข้อมูลพบเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ดีขึ้น ในปีงบประมาณ 2553 ที่ประมาณการไว้ 1.35 ล้านล้านบาท มีการประเมินว่าจะเก็บได้จริง 1.52 ล้านล้านบาท ทำให้ปีงบประมาณ 2554 จะเก็บรายได้เป็น 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับการเก็บของปี 2553
อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นด้วย จากการดูแลประชาชน แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถเพิ่มเม็ดเงินลงทุนได้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทำให้รัฐบาลสามารถนำงบการลงทุนที่เดิมคาดว่าจะต้องใช้จากเงินนอกงบประมาณ มาใช้เงินในงบประมาณ เป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดมาแต่แรกว่า การกู้เงินจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เป็นเครื่องมือเท่านั้น จากปีที่แล้วที่รัฐบาลต้องใช้เงินดังกล่าว เพื่อลงทุนไทยเข้มแข็ง แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นมีแหล่งเงินในงบประมาณก็จะลดใช้เงินนอกงบประมาณ ในโครงการที่มีอยู่แล้ว เพื่อลดภาระการกู้ยืม
ทั้งนี้การกำหนดงบลงทุน จากโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้กลั่นกรองมาแล้ว ต้องมาทบทวนว่าโครงการไหนสำคัญที่สุด เป็นโครงการลงทุนทางยุทธศาสตร์ เช่น การลงทุนในระบบขนส่ง การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และการพัฒนาสนามบินดอนเมือง ต้องมีการเชื่อมโยงสองสนามบินหากรัฐบาลจะเอาจริงเรื่องการยกระดับการขนส่งทางอากาศ โครงการรถไฟรางคู่ การพัฒนาเส้นทางไประยอง โครงการการพัฒนาเรือ โครงการพาณิชย์นาวี ซึ่งจะเป็นโครงการให้ความสำคัญ
โดยเรื่องของงบลงทุน นอกจากจะใช้เงินจากในและนอกงบประมาณแล้ว รัฐบาลจะต้องมียุทธศาสตร์ คือกำหนดจากข้างบน ไม่ใช้ว่าแต่ละกระทรวงหรือแต่ละกรมเสนอเข้ามา กลายเป็นโครงการจับฉ่ายไม่มีทิศทาง โดยทางคลังและสศช. จะเป็นผู้คัดกรองโครงการไทยเข้มแข็งที่เหลือว่าส่วนไหนต้องทบทวน ที่จะมาใช้เงินในงบประมาณปกติ
อีกส่วนเป็นโครงการไทยที่อยู่นอกไทยเข้มแข็ง และเป็นโครงการทางยุทธศาสต์ รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการใช้เงินในโครงการเหล่านี้
นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ภาระงบประมาณระยะยาว มีประเด็นปัญหาว่ามีการเพิ่มขึ้น ที่ต้องเข้าไปควบคุม และมีการดูเรื่องฐานภาษีที่อยู่เท่าเดิมเก็บได้ 15% ของจีดีพี ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศเก็บได้ 2030% ของจีดีพี บางประเทศเก็บได้ 50% ของจีดีพี เพราะฉะนั้นประเทศที่เก็บภาษีได้มาก รัฐบาลก็มีภาระหน้าที่ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาก ในส่วนของคลังไม่ต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทในเศรษฐกิจมากขนาดนั้น แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลต้องมีเงินเพียงพอดูแลคนด้อยโอกาส ที่ ณ ขณะนี้ก็เต็มๆ พอดี เช่น ในปีงบประมาณ 2554 เก็บรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท มีงบประมาณรายจ่ายประจำ 1.63 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่าแค่ค่าเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเรียนฟรีก็หมดเงินแล้ว ยังดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง
ดังนั้นจึงมีโจทย์ให้คลังในเรื่องการจัดเก็บรายได้ ที่ต้องมีการขยายฐานภาษี การเพิ่มอัตราภาษี การหารายได้อื่นๆ มาเสริม เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนต้องดูเรื่องรายจ่าย เพราะหากเป็นไปได้ก็ไม่อยากเพิ่มภาระให้กับประชาชน โดยเฉพาะภาษีหลักๆ ที่ความจริงควรจะลดลงไม่ใช่เพิ่มขึ้น
นายกรณ์ กล่าวว่า การใช้นโยบายการคลังในปี 2553 จะเห็นว่า ตัวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงๆ คือ ภาคเอกชนจะมีบทบาทมากขึ้นเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมาการใช้เงินของรัฐบาลกระตุ้นการลงทุนเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจเดินได้ โดยในปี 2552 มีเงินงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท รวมงบกลางปีรวมแล้ว 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2553 มีเงินงบประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท มีเงินลงทุนจาก พ.ร.ก. ที่จะเบิกจ่าย 2 แสนกว่าล้านบาท รวมเป็น 2 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าเม็ดเงินของรัฐบาลเท่าๆ กัน ดังนั้นต้องดูแลการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นเงินของภาครัฐที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจปีนี้จะลดลง ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ในสมมุติฐาน การใช้เงินของรัฐบาลในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นนิดเดียว โดยตอนนี้เป็นหน้าที่ของเอกชนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีนัดท่องเที่ยวกลับมา การส่งออกดีขึ้น การบริโภคภายในประเทศขยายตัว และการลงทุนก็เพิ่มขึ้น มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% ซึ่งการลงทุนเอกชนใหญ่กว่ารัฐบาล มีเม็ดเงินการลงทุนกว่ารัฐบาล 2 เท่ากว่า ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับ 5 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพราะฉะนั้นหากเอกชนเคลื่อนจะมีผลทางเศรษฐกิจมากกว่ารัฐบาล
เมื่อเอกชนดีขึ้นแล้ว รัฐบาลก็มีหน้าที่จากเติมส่วนที่ขาดในปีที่แล้ว ในปีนี้ก็ต้องรักษาบรรยากาศการลงทุนไว้ให้ได้ จะทำให้เศรษฐกิจโต 3.5% ต่อปี หรือ อาจจะดีกว่านั้น จะเห็นว่าปีนี้บทบาทของรัฐบาลในแง่ตัวเงินยังมากอยู่ แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ดูในแง่การขาดดุลในปีนี้ในงบประมาณ 3.5% ของจีดีพี นอกงบประมาณอีก 2% ของจีดีพี เป็น 5% ของจีดีพี ลดลงจากการขาดดุลในปีที่แล้วเล็กน้อย ถือว่าอยู่ในระดับที่พอดี
นายกรณ์ กล่าวว่า ปี 2553 เป็นการเน้นโครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก. ที่อยู่อีก 3.5 แสนล้านบาท ให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คาดว่า 2 แสนล้านบาท จะเบิกได้ในปีนี้ และอีก 1.5 แสนล้านบาท จะเบิกในปีงบประมาณ 2554
สำหรับนโยบายกึ่งการคลัง การผลักดันสถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม จะเห็นว่า ปีที่ผ่านมาปล่อยกู้ได้ 1 ล้านล้านบาท เป็นการปล่อยหนี้ใหม่ 2.5 แสนล้านบาท เป็น 3% ของจีดีพี เป็นส่วนสำคัญในการช่วยภาคเอกชน ปีนี้ก็เช่นกันในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐมีเป้าขยายสินเชื่อ 10% เป็นการปล่อยกู้ให้กับประชาชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยในปีในส่วนชอง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะมีการตั้งธนาคารชุมชนไปเชื่อกับการแก้หนี้นอกระบบ
ในส่วนของธนาคารพาณิชย์เห็นว่าทุกธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อ 10% วงเงินสินเชื่อในระบบตอนนี้ 6 ล้านล้านบาท หากเพิ่มขึ้น 10% ก็อีก 6 แสนล้านบาท 67% ของจีดีพี มีผลกับเศรษฐกิจอย่างมาก ทำให้คาดได้ว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะสูงขึ้น
นายกรณ์ กล่าวว่า







