
ถึงเวลาล้อมคอก G20สอบชาติร่ำรวย
ปัญหาเศรษฐกิจโลกทุกครั้งที่ผ่านมา ล้วนมาจากการขยับตัวของเหล่ามหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศเจ้าปัญหาปลาซิวปลาสร้อย
ปัญหาเศรษฐกิจโลกทุกครั้งที่ผ่านมา ล้วนมาจากการขยับตัวของเหล่ามหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศเจ้าปัญหาปลาซิวปลาสร้อย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การประชุมกลุ่มประเทศ จี20 และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้จบลงไปแล้ว พร้อมความคืบหน้าสำคัญกับความตกลงที่จะ “ล้อมคอก” บรรดาประเทศร่ำรวยไม่ให้เดินผิดพลาดทางนโยบายจนกลายเป็นผลกระทบไปทั่วโลก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐเมื่อ 3 ปีก่อน
การล้อมกรอบครั้งนี้มีหลักสำคัญก็คือ เปิดทางให้ไอเอ็มเอฟเข้าไปตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของแต่ละประเทศว่ามีความสมดุลแค่ไหน ก่อนที่ไอเอ็มเอฟจะให้ข้อเสนอไปปรับแก้ไขความเสี่ยงนั้นๆ เพื่อไม่ให้กลายเป็นความเสี่ยงของโลกตามมาในอนาคต
ที่ประชุมซึ่งนำโดย จี7 และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ประกอบด้วย สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และอินเดีย ตกลงที่จะให้มีการตรวจสอบกว้างๆ ใน 3 ด้านหลักด้วยกัน คือ
1.หนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณ
2.การออมของภาคประชาชนและหนี้ของภาคเอกชน
3.ข้อมูลการค้าและการลงทุน อาทิ ดุลการค้า และการเคลื่อนย้ายของเงินทุน
ในหลักการ...นับเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญที่เหล่ามหาอำนาจของโลกยอมแสดง “สปิริต” ให้คนอื่นเข้ามาตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายของตนเอง
อย่าลืมว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกทุกครั้งที่ผ่านมา ล้วนมาจากการขยับตัวของเหล่ามหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศเจ้าปัญหาปลาซิวปลาสร้อย แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่มหาอำนาจจะยอมรับการแก้ปัญหาที่ถือว่าเข้ามายุ่มย่ามกับตน
ทว่าในทางปฏิบัติ...นับเป็นความตกลงที่ยังคลุมเครือต่อการใช้งานจริงอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นข้อตกลงที่ไม่มีผลบังคับในเชิงกฎหมาย และขึ้นอยู่กับความสมัครใจเป็นหลัก ดังนั้นปัญหาที่อาจตามมาก็คือ ถึงเตือนก็อาจไม่ฟังหรือไม่แก้ไข
ที่สำคัญ ทุกวันนี้แต่ละประเทศในกลุ่มประเทศ จี20 ต่างก็มีปัญหาเศรษฐกิจหนักอกกันอยู่แทบจะทุกประเทศ เรียกว่ามองไปทางไหนก็แทบไม่เห็นความ “สมดุล” ตามที่ที่ประชุมร่วมต้องการให้เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
สหรัฐ ซึ่งยังคงความเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกนั้น ต้องแบกรับ “หนี้สาธารณะ” จำนวนมหาศาล และ “งบประมาณขาดดุล” ที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาลเข้าช่วยเหลือภาคการเงิน และยังต้องทุ่มงบจำนวนมากเพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่แบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น
ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 60% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ขณะที่ตัวเลขงบประมาณขาดดุลนั้นก็มีสัดส่วนราว 10% ของผลผลิตดังกล่าว ท่ามกลางแนวโน้มที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะตอบสนองต่อทิศทางของ จี20 กับแผนการลดงบประมาณขาดดุลลง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 12 ปีข้างหน้า ด้วยการลดรายจ่ายและขึ้นภาษีคนรวย ทว่าทางไอเอ็มเอฟก็ยังไม่เชื่อมั่นว่าในระยะสั้น อเมริกาจะสามารถหั่นตัวเลขขาดดุลได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2556 ตามที่เคยประกาศไว้ได้หรือไม่
เมื่อหันไปมองสมาชิกรายอื่นในยุโรป ทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ส่วนใหญ่ต่างก็มีปัญหาคล้ายกันกับเรื่องหนี้และการขาดดุลงบประมาณ
เยอรมนี อาจมีสถานะที่ดีกว่าใคร เนื่องด้วยความมีวินัยการคลังที่เข้มงวดที่สุดในกลุ่มประเทศยุโรปด้วยกัน แต่หากพูดในแง่ของความสมดุลทางเศรฐกิจตามที่ จี20 ต้องการแล้ว เยอรมนีก็อาจไม่ต่างอะไรกับจีน ตรงที่เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยดุลงบประมาณปัจจุบันนั้น คาดว่ามีการเกินดุลถึงราว 5.3% จากผลผลิตทางเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว
ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า เยอรมนียังต้องแบกรับความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ยุโรปทั้งในกรีซและไอร์แลนด์ และอาจรวมถึงประเทศล่าสุดอย่างโปรตุเกส โดยนอกจากจะเป็นประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันแล้ว เยอรมนียังนับเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของแต่ละประเทศที่กลุ่มยูโซนปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินให้ด้วย
ส่วน ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ในยูโรโซน มีปัญหาหนี้พอกพูน รวมถึงการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี ประกาศไว้ว่าจะลดการขาดดุลจาก 7% ลงให้ได้เหลือ 5.7% ในปีนี้ ทว่าก็ต้องสุ่มเสี่ยงกับการประท้วงของข้าราชการและภาคประชาชนที่ถูกลดงบประมาณลงขนานใหญ่เช่นกัน
ขณะที่ อังกฤษ ซึ่งเผชิญกับการประท้วงอย่างรุนแรงของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาก่อนหน้านี้ เพราะถูกลดงบประมาณอุดหนุนด้านการศึกษาและการขึ้นค่าเทอม มีปัญหาใหญ่การขาดดุลงบประมาณที่จ่อขึ้นไปถึงกว่า 9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
เมื่อหันกลับมามองที่ฟากฝั่งเอเชียก็จะพบว่า แม้จะมีความมั่งคั่งมากกว่า แต่ปัญหาเรื่องความสมดุลทางเศรษฐกิจกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกอย่างมังกรจีน มักถูกสหรัฐโจมตีเสมอว่า “ได้ตังค์เยอะ (ส่งออก) แต่ใช้น้อย (บริโภคภายในประเทศ)” และเป็นหนึ่งในปัญหาที่ไม่สมดุลที่สุดของจีน ซึ่งล่าสุดจีนก็ได้เปิดเผยตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศที่พุ่งขึ้นไปแตะ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 90 ล้านล้านบาท) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ยังไม่นับรวมความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงินหยวนอันต่ำกว่าความเป็นจริง ที่หลายประเทศกดดันจีนอย่างหนักมาตลอดด้วย
สำหรับ อินเดีย ที่มองกันว่ามีศักยภาพขึ้นมาได้ไม่แพ้จีนนั้น กลับกลายเป็นประเทศที่มีการขาดดุลงบประมาณต่อจีดีพี “สูงที่สุด” ในกลุ่ม 7 ประเทศนี้ ในอัตรา 8.2% จากการคาดการณ์ของปี 2554
แม้จะเป็นมาตรการเชิงสมัครใจที่ไม่มีการบังคับว่าจะทำตามคำแนะนำจากการประเมินของไอเอ็มเอฟหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของโลกกับการวางระบบที่เป็นรูปธรรมทีละน้อย ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้
แต่คงดีกว่าหากประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้เพิ่มสปิริตเข้าไปอีกนิด และคิดถึงส่วนรวมให้มากขึ้น
เพราะ (โลก) เราเกือบร่วมหัวจมท้าย “ตายหมู่” ในวิกฤตเศรษฐกิจกันมานักต่อนักแล้ว...







