
ถกเจ๊งอุ้มดีเซล
นายกฯ เรียก รมว.พลังงานคลัง ถกด่วนกองทุนน้ำมันฯ เกลี้ยง หาช่องตรึงดีเซลต่อ
นายกฯ เรียก รมว.พลังงานคลัง ถกด่วนกองทุนน้ำมันฯ เกลี้ยง หาช่องตรึงดีเซลต่อ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นัดหมาย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ร่วมประชุมด่วนในวันที่ 18 เม.ย. เพื่อหารือแนวทางการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนราคาดีเซลจะหมดลงในเดือนนี้
นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า หลังจากใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553 ทำให้ขณะนี้เหลือเงินต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลได้ถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
“การหารือครั้งนี้เพื่อหาแนวทางและมาตรการอื่นรองรับปัญหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันดีเซลในแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ไม่กระทบฐานะทางการเงินการคลัง และค่าครองชีพประชาชน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้าน นพ.วรรณรัตน์ เปิดเผยว่า สถานะกองทุนน้ำมันฯ เหลือเงินสด 7,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต คงต้องหารือกันในรายละเอียดว่าจะดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อหรือไม่ ซึ่งการหารือรอบนี้ก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่ก่อนหน้านี้นายกฯ เคยระบุว่า หากเงินกองทุนน้ำมันฯ เหลือต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท จะกลับมาทบทวนนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซล
“จะตรึงราคาดีเซลต่อหรือทยอยปรับขึ้นราคานั้น ขึ้นอยู่กับนายกฯ เท่านั้น” นพ.วรรณรัตน์ กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานะเงินกองทุนน้ำมันฯ มีเงินสดเหลือ7,278 ล้านบาท โดยใช้เงินในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553 ถึงปัจจุบัน 20,667 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยังไม่รวมภาระการชดเชยอื่นที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายอีกรวม 1.4 หมื่นล้านบาท แยกเป็น 1.การเปลี่ยนเครื่องยนต์รถแท็กซี่ 1,200 ล้านบาท 2.การอุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวี (ช่วงก่อนเดือน มี.ค. 2554) 2,400 ล้าน บาท และระหว่างเดือน มี.ค.มิ.ย. 1,600 ล้านบาท 3.การอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจี 8,800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ ยืนยันเดินหน้าตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อ จะมีทางเลือก 3 ทาง คือ ลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว หรือชะลอการชำระหนี้จากการชดเชยการนำเข้าก๊าซแอลพีจีและก๊าซเอ็นจีวีกับบริษัท ปตท. ออกไปอีก และทางสุดท้ายคือ กู้เงินมาอุดหนุน







