
ล้มดีลเปลี่ยนขั้ว
ความไม่ลงรอยกันในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติไม่เห็นด้วยกับ 5 พรรคร่วมรัฐบาล ในประเด็นแก้ระบบเลือกตั้งกลับมาเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวเพื่อพยายามเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
เริ่มจาก บิ๊กเติ้ง
“บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้นำพรรคตัวจริงเสียงจริงของพรรคชาติไทยพัฒนา สั่งการให้มือขวา เฮียตือ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ต่อสายตรงถึง “เฉลิม อยู่บำรุง” ประธานสส.พรรคเพื่อไทย เพื่อให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามพรรคร่วม 5 พรรค แต่ “เฉลิม” ปฏิเสธไม่ยอมรับเงื่อนไข โดยอ้างว่าพรรคต้องการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ทั้งฉบับทว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ละความพยายาม และได้ติดต่อไปยังแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายสาย เพื่อให้หันมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผลการดีลเรื่องรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้ทอดสะพานนำไปสู่การพูดคุยเรื่องเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
เมื่อเจ๊แดง
“เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่ง “วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล” ในฐานะเด็กพรรคชาติไทยเดิมมาพูดคุยออปชันแรกที่พรรคเพื่อไทยเสนอ คือ ให้คนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา
ออปชันสอง หากคนของพรรคชาติไทยพัฒนาไม่พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคนของพรรคร่วมซึ่งอาจจะเป็นนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
ทว่า เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่ทันที่จะมีการคุยต่อยอด มีข่าวรั่วออกมาก่อน ทำเอาเจ้าของบ้านจรัลเก็บข้อเสนอนี้เข้าลิ้นชัก และพยายามขอให้ร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นก่อน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนขั้วดังกล่าวตกอยู่ในสายตาแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และทหารตลอด จึงได้พยายามสกัดดีลนี้ โดยฝ่ายทหารเองก็พยายามประสานแกนนำพรรคร่วมเพื่อให้ช่วยกันประคับประคองรัฐบาลกันต่อไป
จึงทำให้ดีลเปลี่ยนขั้วที่จะมี พล.ต.สนั่น เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพับไปโดยสนิท
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนขั้วของพรรคเพื่อไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีสูตรดังนี้ หาก 5 พรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นซีก เนวิน ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจมาอยู่กับเพื่อไทย ก็จะมีเสียงพอที่จะตั้งรัฐบาลได้ทันที
ทั้งนี้ เสียงรัฐบาลขณะนี้มีทั้งหมด 276 เสียง จาก 475 เสียง แยกเป็นพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 172 เสียง ภูมิใจไทย (ภท.) 33 เพื่อแผ่นดิน (พผ.) 32 ชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 25 รวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) 9 และกิจสังคม (กส.) 5
ขณะที่ฝ่ายค้านรวมกันประมาณ 199 เสียง แยกเป็นเพื่อไทย (พท.) 189 เสียง ประชาราช (ปชร.) 7 และมาตุภูมิ 3
ดังนั้น หากพรรคร่วมยกเว้นพรรคภูมิใจไทยมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย จะได้เสียง 269 ซึ่งแยกตามพรรคดังนี้ พท. 188 เสียง ปชร. 7 มาตุภูมิ 3 พผ. 32 ชทพ. 25 รช. 9 และกส. 5
สูตรดังกล่าวที่ว่านี้ยังมีการเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะเดียวกันเมื่อดีลการเปลี่ยนขั้วล่มลง แกนนำในเพื่อไทยเองบางส่วนยังมีแนวทางที่จะคว่ำรัฐบาลให้ได้ โดยพยายามหว่านล้อมให้สมาชิกของพรรคส่วนใหญ่โหวตให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามพรรคร่วม แต่ไม่ต้องเป็นมติพรรคโดยให้มีการฟรีโหวต
ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หน้าแตก และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หาทางยับยั้งไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านสำเร็จ ซึ่งมีวิธีเดียวเท่านั้นคือการยุบสภา ซึ่งแนวทางดังกล่าวสส.ในพรรคเพื่อไทยหลายคนเริ่มเห็นคล้อยตาม
เกมกลยุทธ์ดังกล่าวจะสัมฤทธิผลแค่ไหนต้องติดตามอย่ากะพริบ การเมืองพลิกผันได้ตลอดเวลา







