
ปฏิรูป360องศา
ในทางการเมือง ความแตกต่างหลากหลายของภาคประชาชนอาจจะเป็นปัญหา แต่ถ้าชนชั้นนำร่วมมือกันเป็นพลังขับเคลื่อนไปให้ “ปรมาณูการเมือง” ลูกนี้ก็จะมีประโยชน์ยิ่งนัก....
ในทางการเมือง ความแตกต่างหลากหลายของภาคประชาชนอาจจะเป็นปัญหา แต่ถ้าชนชั้นนำร่วมมือกันเป็นพลังขับเคลื่อนไปให้ “ปรมาณูการเมือง” ลูกนี้ก็จะมีประโยชน์ยิ่งนัก....
โดย...ทวี วุรฤทธิกุล
ถ้าจะสรุปความหมายของคำว่า “ปฏิรูป” ดังที่ได้กล่าวมาในสัปดาห์ก่อน คงจะแปลได้สั้นๆ ว่า “การชำระล้าง” เพราะมุ่งเน้นที่จะทำให้สิ่งต่างๆ “สะอาด” หรือสวยสดงดงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่มีจุดเริ่มมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 ถ้ายังจำกันได้ (เฉพาะท่านที่โตพอรู้เรื่องแล้วในช่วงนั้น) ทั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย 2538 และคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ใน พ.ศ.ต่อมา ต่างก็มีข้อสรุปตรงกันว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทยก็คือ “ความสกปรกในทางการเมือง” (คำนี้เป็นการตีความของผู้เขียนเอง หาใช่คำที่คณะกรรมการทั้งสองนำมาใช้ไม่) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการชำระล้างอย่างเป็นมหากรรม
อุปมาว่าระบบการเมืองไทยนี้คือ “บ้านหลังหนึ่ง” บ้านหลังนี้ก็สกปรกตั้งแต่หน้าบ้านจนทะลุผ่านในบ้านไปถึงหลังบ้าน โดยที่ “หน้าบ้าน” จะหมายถึง “การเข้าสู่อำนาจ” หรือการได้มาซึ่งนักการเมืองในตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ สส. สว. ตลอดจนถึงรัฐมนตรีและทีมงาน ส่วน “ในบ้าน” จะหมายถึง “การบริหารอำนาจ” หรือการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของนักการเมืองดังกล่าวในการทำหน้าที่ต่างๆ ทั้งในรัฐสภา รัฐบาล และการบริหารราชการ สุดท้าย “หลังบ้าน” ก็จะหมายถึง “การรักษาหรือพัฒนาอำนาจ” ซึ่งก็คือผลสืบเนื่องจากการใช้อำนาจที่มีมาตั้งแต่หน้าบ้านแล้วนั้น
มหกรรมการชำระล้างความสกปรกดังกล่าวก็คือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ดังจะเห็นได้จากมาตรการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางแนวไว้ เริ่มต้นจากให้มีความเข้มงวดในการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง อย่างเช่นให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งควบคุมอย่างเข้มงวด จากนั้นเมื่อเข้าสู่สภาหรือรัฐบาลแล้วก็จะมีระบบพรรคที่เข้มแข็งคอยควบคุม สุดท้ายก็ให้มีการเมืองภาคประชาชนมาร่วมตรวจสอบ
การเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนนี่เองที่ถือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก “การ เมืองของนักการเมือง” มาสู่ “การเมืองของประชาชน” ซึ่งก็ได้มีบางท่านในคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เรียกการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ว่า “การปฏิวัติของระบอบประชาธิปไตยครั้งที่ 2” ต่อจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั่นเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเมืองในครั้งนั้นก็มาล่มลงด้วยน้ำมือของ “ศรีธนญชัยทางการเมือง” กลุ่มหนึ่ง ที่ได้อาศัยข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 นั้น สร้างอาณาจักร “ทุนสามานย์” มาครอบหัวนักการเมืองที่ละโมบทั้งหลาย กระทั่งกลไกในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. รวมทั้งวุฒิสภาด้วยนั้น “เดี้ยงไม่เป็นท่า” จนต้องเกิดการยึดอำนาจในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ดังกล่าว
อาจจะกล่าวได้ว่าการเมืองไทยในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” ที่มีการเลือกตั้งสลับกับการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีอำนาจของ แฮโรลด์ ลาสเวลล์ ที่มีกรอบคิดอยู่ว่า “ใครได้ (อำนาจ) อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร?” ก็พอจะมองภาพออกว่า คนที่ได้อำนาจในระบบการเมืองไทยก็ยังวนเวียนอยู่ในมือของคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าราชการที่นำโดยทหารผ่านการรัฐประหาร กับกลุ่มนักการเมืองที่นำโดยนายทุนผ่านการเลือกตั้ง ที่พร้อมจะเข้ามา “ยึดอำนาจ” เข้าสู่พรรคพวกของตน “ทุกเมื่อ” ด้วยวิธีการ “อย่างไร” อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่
นั่นคือระบบการเมืองของไทยก็ยังเป็นการต่อสู้กันใน “แนวดิ่ง” ทั้งยังเป็นแนวดิ่งที่พันตูกันอยู่เฉพาะบริเวณด้านบนหรือในหมู่ชนชั้นนำทางการเมืองการปกครอง (คือทหารกับกลุ่มทุน) เท่านั้น ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “การเมือง 90 องศา” เพราะมีการ “ตั้งฉาก” เข้าหากันของคน 2 กลุ่มดังกล่าว การเมืองไทยจึงเป็นการเล่น “ชิงเหลี่ยมชิงมุม” กันเรื่อยมา แต่ก็มีบางครั้งที่สามารถ “ทบ” เข้าหากันเป็นเส้นตรงในแบบ “0 องศา” ที่ถ้าเป็นการร่วมมือกันไปสู่การพัฒนาบ้านเมืองก็คงจะเป็นเส้นตรงที่พุ่งขึ้นไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ปรากฏว่าหลายครั้งกลับร่วมมือกันปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมือง เส้นตรงนั้นจึงลาดดิ่งลงเหวเพราะมันได้นำหายนะมาสู่สังคมไทย
ในวิกฤต “บุฟเฟต์โกง” ดังกล่าว ถ้าทหารแยกตัวออกมาได้ก็จะสร้างแรงดึงของเส้นตรงไปในด้านตรงกันข้าม มีเป็นลักษณะเป็นเส้นตรงแบบ “180 องศา” จนถึงขั้นฉีกแยกออกจากกัน อย่างเช่นเหตุการณ์ยึดอำนาจในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ส่วนความสัมพันธ์แบบ “0 องศา” ก็คือการร่วมกันจัดรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหารเมื่อตอนต้นปี 2552 นั้น ที่อาจจะมีให้เห็นอีกครั้งในภายหลังการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ด้วย
“การปฏิรูป 360 องศา” เป็นแนวคิดเชิงอุดมคติ ที่อยากเห็นกลุ่มผู้มีอำนาจในทางการเมืองการปกครองของไทยพัฒนาความ ร่วมมือระหว่างกันให้เป็น “วงรอบทรงกลม” คือปราศจากแรงปะทะที่ทำมุมเข้าหากันจนประเทศสั่นสะเทือน และต้องไม่มีแรงกระชากออกจากกันจนประเทศขาดวิ่น แต่ต้องรวมประสานเป็นวงกลมเพื่อช่วยกันสร้างสรรค์และพัฒนาบ้านเมือง
“วงกลม” ที่ว่านี้มีนัยหรือสื่อถึงสิ่งต่างๆ อยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง คือ วงกลมของการเคลื่อนที่ไปอย่างสอดคล้องต่อเนื่องพร้อมกันไปทั้งระบบ สอง คือ วงกลมการปกป้องคุ้มครองโดยชนชั้นนำร่วมมือกันปกป้องหรือล้อมรอบประชาชนเอาไว้ และสาม คือ วงกลมของความเปล่งปลั่งสว่างไสวอันเกิดจากพลังของความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนของสังคม
สมัยหนึ่งราว 20 ปีที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์บางท่านได้นำแนวคิดของวิชาฟิสิกส์มาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง โดยอธิบายให้เห็นถึงแรงปะทะระหว่างองคาพยพต่างๆ ในทางการเมือง ว่าเหมือนกันกับการปะทะกันของโมเลกุลและอะตอม ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันแบบ “ไร้ทิศทาง” ที่บางท่านก็เรียกทฤษฎีนี้ว่า “Chaos Theory” แล้วอธิบายว่าการเมืองก็เป็นไปเช่นนั้น คือ “ความวุ่นวายไร้ระเบียบคือสภาพปกติของการเมือง”
ในวิชาฟิสิกส์นี้ก็เช่นเดียวกันที่อธิบายว่า ถ้าเราสามารถควบคุมการแตกตัวของอะตอมให้อยู่ในระบบระเบียบ เช่น ควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ เราก็อาจทำพลังที่อยู่ในภาวะที่วุ่นวายให้รวมกันเป็นพลังที่ทรงอานุภาพ นำมาใช้เพื่อประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นอเนกอนันต์ ซึ่งนักปรมาณูวิทยาได้ค้นพบว่าจะต้องควบคุมที่ “วงรอบของการสลายอะตอม”
ในทางการเมือง ความแตกต่างหลากหลายของภาคประชาชนอาจจะเป็นปัญหา แต่ถ้าชนชั้นนำร่วมมือกันเป็นพลังขับเคลื่อนไปให้ “ปรมาณูการเมือง” ลูกนี้ก็จะมีประโยชน์ยิ่งนัก







