
รู้ทัน...ก่อนเลือกตั้ง!!!
ผมรู้ว่าคนที่เชียร์พรรคการเมืองพรรคใดก็ตามในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาสนใจการเมือง แต่ไม่ใช่เชียร์แบบงมงาย แบบว่าผิดถูกก็จะเลือกพรรคนี้ มันก็ไม่ถูก...
ผมรู้ว่าคนที่เชียร์พรรคการเมืองพรรคใดก็ตามในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาสนใจการเมือง แต่ไม่ใช่เชียร์แบบงมงาย แบบว่าผิดถูกก็จะเลือกพรรคนี้ มันก็ไม่ถูก...
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ชำแหละข้อมูลผู้แทนฯ หย่อนบัตรสู่การเปลี่ยนแปลง
เสียงปี่กลองการเมืองแว่วดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศเตรียมยุบสภาต้นเดือนหน้า พร้อมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง ตามมาติดๆ ด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” จากพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาบลัฟกันเอง หวังแค่ซื้อใจชาวบ้าน จนแทบไม่มีหลักประกันว่าจะทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่
นี่จึงนำมาสู่การผนึกกำลังภาควิชาการ ภาคประชาชน เชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รัฐสภา และองค์กรภาคเอกชนที่ตรวจสอบการคอร์รัปชัน มาประมวลเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ในนาม “เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย” ซึ่งกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 22 เม.ย.นี้
ศ.จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรง “เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย” อธิบายรูปแบบเครือข่ายที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 2 ปี ว่า เป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานที่มีข้อมูลทางการเมือง และประมวลข้อมูลและนำเสนอให้กับประชาชนได้เข้าใจว่า ตอนนี้นักการเมืองทำหรือไม่ทำอะไรบ้าง โดยมีภาคประชาชนเป็นหลัก ทั้งองค์กรที่ทำฐานข้อมูลทางการเมือง องค์กรที่ตรวจสอบการทุจริตโดยภาคประชาชน และองค์กรที่เฝ้าระวังความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของระบบการเมืองการปกครอง โดยได้รับความร่วมมือจาก กกต. ป.ป.ช. รัฐสภา
“เรารู้ว่าการเลือกตั้งของประชาชนแต่ละครั้งก็พึ่งหัวคะแนน เลือกพรรคไหนก็แล้วแต่เขาจะบอก เรียกว่าขาดข้อมูลนโยบายพรรคที่บอกว่าดี นั่นก็เป็นข้อมูลฝั่งเดียวที่ให้ประชาชน แต่เราอยากให้ประชาชนได้ข้อมูลที่เป็นกลางมากขึ้น ให้เขาได้มีโอกาสเลือกและตัดสินใจว่าจะเลือกนักการเมืองคนไหน สส.คนไหน นักการเมืองบางคนเลือกมาเป็น 10-20 ปี แล้วชาวบ้านอาจจะไม่ได้ตามดูว่าได้ทำงานจริงหรือเปล่า”
สำหรับข้อมูลที่รวบรวม จะมีตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติ อาชีพ การศึกษา รวมถึงกรณีการปลอมวุฒิการศึกษา ศาลมีคำพิพากษาอย่างไร ปลอมวุฒิการศึกษาก็จะบอกหมด ไปจนถึงข้อมูลที่ประชาชนไม่มีทางรู้ เช่น การทำหน้าที่ในสภา ประชุมกี่ครั้ง ขาดกี่ครั้ง โหวตกี่ครั้ง โหวตอย่างไร ในการลงมติสำคัญต่อประชาชนในพื้นที่
“ข้อมูลทั้งหมดนี้มีบันทึกไว้ เราเพียงแค่เอามาประมวล ทำเป็นสถิติให้ดูว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่า สส.ที่เขาเลือกเข้ามาได้ทำหน้าที่จริงหรือเปล่า ...เราก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคทางการเมือง”
ศ.จรัส มองว่า ความยากจะอยู่ตรงการประมวลผล เพราะว่าต้องทำเป็นรายคนรายกฎหมาย เราก็ต้องเลือกกฎหมาย ไม่ได้เอาทุกฉบับ และยากตรงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเบื้องหน้าเบื้องหลังของ สส. ข้อมูลพวกนี้เรามี แต่เราคิดไม่ออกว่าจะนำเสนออย่างไร เช่น สส.คนไหนมีคดีความ มีคำพิพากษาไปแล้วว่าทำผิด เราก็เอามาใส่ไว้ หรือไปดูว่าพูดอะไรไว้ตรงไหนบ้าง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ
ที่สำคัญคือเรื่องนโยบายที่สัญญากับประชาชน เราก็จะนำนโยบายของพรรคนั้นมาให้ประชาชนได้ดูว่า พรรคการเมืองนั้นๆ ให้ความสำคัญกับนโยบายเรื่องไหน เรื่องไหนเขียนคลุมเครือ เอาไปเปรียบเทียบกับปัญหาของประชาชนในแต่ละจังหวัด ปัญหาสุขภาวะ ปัญหาการศึกษา ปัญหาสังคม เราจำแนกเป็นรายจังหวัด แล้วเอานโยบายพรรคไปเทียบว่านโยบายพรรคไปแก้ปัญหาจังหวัดและไปด้วยกันอย่างไร เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าจังหวัดนั้นมีปัญหาอย่างไร และนโยบายพรรคตรงกันอย่างไรเพื่อมีเหตุผลว่าที่เลือกเพราะอะไร
สำหรับช่องทางการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ www.tpd.in.th ซึ่งขณะนี้ได้ลงข้อมูลไป 60% และจะทยอยลงข้อมูลเรื่อยๆ ช่องทางนี้มีคนไทย 5-10% ที่เข้าถึงได้ แต่ชาวบ้านที่อยู่ตามต่างจังหวัดไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ ก็จะพยายามจัดพิมพ์ข้อมูลเป็นเอกสารไปเผยแพร่ในพื้นที่ อีกทั้ง กกต.ได้ร่วมกับสภาพัฒน์ จะสร้างสื่อที่เป็นสื่อพื้นบ้าน แปลงข้อมูลเหล่านี้ลงสู่สื่อพื้นบ้าน และด้านวิทยุชุมชน ก็จะเอาข้อมูลนี้ไปอ่านไปเผยแพร่เพื่อให้เข้าถึงมากขึ้น
“พี่น้องประชาชนทุกภาคหมดหวังกับการเลือกตั้ง แต่คนในเมืองจะคาดหวังคุณภาพของ สส.มากกว่าคนในชนบท ก็อยากเห็นนักการเมืองมีคุณภาพ หลายคนมองว่า ในระบอบประชาธิปไตยมองว่าจะไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ได้ ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ได้เป็นหลักประกันคุณภาพประชาธิปไตย มันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ยาว การเลือกตั้งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยในตัวมันเอง แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่เลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
... ถ้าเรารู้ว่าการเลือกตั้งมีปัญหา เราก็ต้องช่วย เราอยากเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สร้างความแตกต่าง สร้างความเปลี่ยนแปลง ให้เกิดขึ้นมากกว่าที่เราเคยเห็นในครั้งที่ผ่านมา อย่างน้อยทำให้ประชาชนที่เลือกตั้งมีความเชื่อมั่นว่า เสียงของเขาเปลี่ยนนักการเมืองได้ เสียงสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แม้จะเปลี่ยนคนไม่ได้ แต่ถ้าเราไล่กวดไล่ตามหรือให้ความสำคัญกับเขาจริงๆ หรือประชาชนเข้าถึงข้อมูล ก็จะเห็นว่า สส.ของเขาคนไหนดีไม่ดี เชื่อว่าคนไหนที่โดนไล่กวดไล่ตามเขาก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม”
ศ.จรัส ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับเกาหลี ซึ่งเขาบอกว่าการคอร์รัปชันในเกาหลีทำโดยนักการเมืองรวมหัวกับนักธุรกิจ ทำให้ประเทศเขาล่มจม ขบวนการภาคประชาชนก็เลยรวมตัวกันจัดการว่าทำอย่างไรให้การเลือกตั้ง 2541 ดีขึ้นมาได้ ไล่นักการเมืองน้ำเน่าออกไปให้มากที่สุด ก็เริ่มเก็บข้อมูล สส. ว่าทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้าง เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านไหนบ้าง จากนั้นก็เปิดเผยข้อมูล ให้คนในพื้นที่เดินรณรงค์ ถือป้ายไม่เอา สส.คนนี้ ซึ่งมี สส. 50-60 คนที่ชาวบ้านไม่อยากได้ ก็ไปบอกพรรคการเมืองว่าอย่าส่งคนพวกนี้ลงสมัคร เพราะถ้าส่งจะไม่เลือกทั้งพรรค ไม่เลือกทั้งคน
ศ.จรัส อธิบายต่อว่า ผลจากการดำเนินการครั้งนั้นถือว่าได้ผลสำเร็จมาก บางพรรคก็ไม่เอาคนที่ติดแบล็กลิสต์ลง เขาเอาเรื่องมาก เพราะวัฒนธรรมเกาหลีไม่เหมือนเรา เขาเผชิญหน้ามาก นักการเมืองจะขี้โกง จะมีอิทธิพลมากแค่ไหนชาวบ้านก็ชน นักการเมืองก็ฟ้องคุณ เพราะทำให้เขาเสียชื่อเสียง ก็ถูกฟ้องเป็นร้อยๆ คดี ท้ายสุดกฎหมายก็ล้างนักการเมืองได้ เพราะเขาไล่ตามตั้งแต่ปี 2541 จนปัจจุบันก็ยังทำอยู่ สส.ที่ดีบ้างไม่ดีบ้างก็เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่หมด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงตัวของ สส. จะอยู่ที่ 3-4 ปี เลือกตั้งรอบ 2 ก็มี สส.ที่ติดแบล็กลิสต์น้อยมาก ช่วงปี 2544-2545 ก็ทำอีกรอบหนึ่ง และคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของ สส.ก็เกิดจากตรงนี้ เพราะองค์กรเขาไล่เก็บข้อมูลว่า เปิดประชุมแล้ว สส.คนนี้ลงมติหรือไม่ลงมติอะไร กฎหมายหลักๆ ก็เอามาเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจ ก็คอยดูว่า สส.คนไหนลงมติยังไง พอลงมติเสร็จก็เอามาเปิดให้ดูว่า สส.คนไหนเข้าไปหรือหายไปบ้าง ร้ายมากเลย เพราะฉะนั้นอย่างที่ไต้หวันก็ทำแบบนี้ สส.กลัวขนาดที่จะลาก็ต้องส่งใบลาที่สภา และต้องส่งมาที่องค์กรนี้ด้วย ที่สำคัญคือช่วยให้มีคนเฝ้าระวัง เพราะนักการเมืองกลัวสาธารณชน ทำอย่างนี้จึงจะได้ผล
ส่วนประเทศไทยจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างประเทศอื่นหรือไม่นั้น ศ.จรัส มองว่า เราหวังว่าอาจเปลี่ยนพฤติกรรมนักการเมืองได้ แต่เราอาจเปลี่ยนตัวนักการเมืองไม่ได้ทั้งหมด ก็ทำให้เขารับผิดชอบ เราหวังแค่นั้นเอง เราหวังให้พรรคการเมืองเป็นพรรคที่ดี
“ผมรู้ว่าคนที่เชียร์พรรคการเมืองพรรคใดก็ตามในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาสนใจการเมือง แต่ไม่ใช่เชียร์แบบงมงาย แบบว่าผิดถูกก็จะเลือกพรรคนี้ มันก็ไม่ถูก เราต้องเชื่อว่าเขาจะควบคุมพรรคได้ ไม่ใช่พรรคควบคุมประชาชน แต่ต้องชาวบ้านคุมพรรคได้ เช่น คนระยองมีปัญหาอุตสาหกรรม พรรคการเมืองที่ไปยืนข้างนิคม ที่ปล่อยสารพิษ คิดว่าเขาต้องต่อต้านไม่ทั้งนักการเมืองทั้งพรรค”
*******************
เลือกตั้ง...ครั้งใหม่ เค้าลางความรุนแรง
การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่ามีเค้าลางความรุนแรงค่อนข้างสูง ทั้งนี้เหตุผลส่วนหนึ่ง คือ เมื่อพรรคการเมืองในฝั่งรัฐบาล ที่เรารู้กันอยู่ว่าพยายามใช้ข้าราชการเป็นตัวกันฝ่ายตรงข้าม ซึ่งปกติการใช้ข้าราชการมาหาเสียงไม่ง่ายนัก แต่การใช้ข้าราชการคอยจับผิด เช่น พรรคฝ่ายตรงข้ามซื้อเสียง ก็จะมีคนไปคอยไล่จับก็ใช้อำนาจรัฐได้ แต่ฝั่งตัวเองซื้อเสียงก็ไม่จับ เป็นการปิดตาสักข้างหนึ่งก็อาจทำได้
“นี่ก็มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่พยายามใช้กลไกแบบนี้ จึงได้มีการแต่งตั้ง โยกย้ายหาพรรคพวกที่มีพวกพ้องของตัวเองไปลงพื้นที่”
ดังนั้น พรรคการเมืองที่ไม่มีอำนาจก็พยายามหาอำนาจอื่นมาต่อรอง เช่น ซุ้มมือปืน หรืออิทธิพลท้องถิ่นที่เขาหาได้ เท่าที่ได้ยินมาในพื้นที่ การใช้อำนาจอิทธิพลในการเลือกตั้งมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก
ทั้งนี้ จะต้องหาแนวทางว่าทำอย่างไรที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หรือเกิดความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจอิทธิพล เพราะว่าทุกคนสะสมกำลังอาวุธกันเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา
สมมติว่าการเลือกตั้งคราวนี้เอียงไปทางข้างรุนแรง ก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ เช่น บางพรรคไปบางพื้นที่ไม่ได้ พอไปก็โดนทำร้าย โดนฉีกโปสเตอร์หาเสียง ก็ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับ พอจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายที่แพ้ไปนิดเดียวก็พยายามอธิบายกับประชาชนว่า คนนั้นใช้อำนาจรัฐ อำนาจเถื่อน รัฐบาลก็ตั้งยาก เพราะฝ่ายที่แพ้ก็จะระดมคนมาต่อสู้ ก็จะไม่จบ
เราต้องช่วยกันพูดว่านี่คือสิ่งที่จะตามมา... ต้องเริ่มต้นว่าทำอย่างไรให้การเลือกตั้งยอมรับได้ ให้ปลอดจากความรุนแรง ให้ทุกคนสามารถหาเสียงได้ และผลการเลือกตั้งก็ต้องยอมรับกัน บางพื้นที่อาจไม่ได้มีการเลือก หรือแย่จริงๆ ก็เลือกกันใหม่ แต่ว่าผลออกมาแล้วก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น และให้มีการตั้งรัฐบาลให้รัฐบาลได้ทำหน้าที่
จะต้องมีการตรวจสอบรัฐบาลว่ามีการเข้ามาถอนทุน ใช้อำนาจ สภาก็ทำหน้าที่ตรวจสอบไป และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ไม่ได้อยู่เฉยก็ตรวจสอบไป แล้วดูว่านักการเมืองเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่
“ผมคิดว่าเราต้องให้นักการเมืองถูกควบคุมจริงๆ ที่ไม่ได้พูดแต่ปาก และทำให้การเมืองหลังจากนี้เข้าร่องเข้ารอย”
*******************
นักวิชาการเสื้อเหลือง???
ยอมรับว่า “ภูมิใจ” กับความเป็น “เหลือง” ที่ถูกตีตราจากสังคมทวิลักษณ์ พร้อมอธิบายต่อว่า “เหลือง” ในความหมายนี้คือการต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชัน ไม่ใช่เหลืองอะไรก็ได้ รัฐบาลนี้ก็วิจารณ์ เรื่องไทยเข้มแข็ง น้ำมันปาล์ม ประมูลข้าว เรื่องที่เรารู้ว่ามีคนทำ แล้วก็รู้ว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ก็เก็บข้อมูลไว้แล้วค่อยลิสต์ออกมา
“แต่การคอร์รัปชันในยุครัฐบาลที่แล้ว ที่รับไม่ได้คือ การคอร์รัปชันที่ชาวบ้านแทบไม่รู้เลย ทำลายองค์กร เช่น กกต. ป.ป.ช. ก็ถูกครอบงำ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถูกทำให้พิการทั้งหมด ในช่วงสองปีแรกดีมาก แต่ช่วงสองปีหลังเริ่มใช้อำนาจไม่มีขีดจำกัด รู้สึกว่านโยบายที่ใช้เป็นยาเสพติดที่ทำให้คนมองว่าให้มากมันดีอย่างนี้ๆ ได้มากยิ่งดี มันเลยเป็นการคอร์รัปชัน ทั้งเชิงนโยบาย และแบบตรงไปตรงมา เช่น เมกะโปรเจกต์
...ผมเป็นนักการคลัง ทนไม่ได้ ก็ต้องมาบอกว่า อันนี้เป็นการคอร์รัปชัน เราต้องต่อต้าน ที่จริงต้องการต่อต้านเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ได้จะไปไล่ใครเป็นการส่วนตัว ต้องการให้รัฐบาลอยู่ในกรอบการทำงาน การคอร์รัปชันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตำรวจไถชาวบ้านเป็นเรื่องที่รัฐบาลคุมไม่ได้ แต่เรื่องอื่นไม่เห็นด้วย เช่น พันธมิตรไปบุกสนามบินก็ไม่เอาด้วย อย่างช่วงหลังก็ไม่เอา มันมีพื้นที่ที่ผมรับได้”
อ.จรัส อธิบายต่อว่า อีกด้านหนึ่งก็เห็นด้วยกับหลายแนวคิดของ “เสื้อแดง” ก็พยายามสื่อสารว่าเราสนับสนุน เช่น เรื่องสวัสดิการสังคม ความยากจน เรื่องที่ดิน การกระจายอำนาจ ซึ่งช่วยเต็มที่ แต่ที่ทำเพื่อกดดันรัฐบาลก็เสียหายเยอะ แต่มีข้อดีคือ คนที่มีฐานะในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นว่า เขาทำแบบนี้กับคนทั้งประเทศต่อไปไม่ได้ ต้องยอมที่จะกระจายอำนาจมากขึ้น แล้วกอบโกยจากต่างจังหวัดมาสร้างตึกสูงๆ ที่ กทม. คนที่นั่นเค้าลำบาก นี่คือเสียงสะท้อนที่คิดว่าดีมากเลย ก่อนหน้านี้พูดถึงการกระจายอำนาจ พูดไปเถอะ คนที่ครองทรัพย์สินอยู่ไม่กลัวหรอก แต่คราวนี้คิดว่า ทำให้คนคิดได้ว่าไม่ใช่
คิดว่าตัวเองเป็นเหลืองอ่อนไหม??? อ.จรัสตอบสั้นๆ ว่า “ไม่เชิงครับ แต่มองว่าอันไหนถูกหรือผิด”
สำหรับการวางตัวของนักวิชาการ อ.จรัส มองว่า นักวิชาการไม่เหมือนกับอาชีพนักการเมือง ในคณะก็มีทั้งเชียร์สีแดง แต่เราไม่มีปัญหากัน ก็คุยด้วยกัน เวลาที่สีแดงเคลื่อนไหว ผมก็ไปช่วย เช่น ตอนนี้จะจัดกิจกรรมเสวนา มีการแจกข่าวให้กับสื่อก็ไปช่วย เขาก็บอกว่านี่คือคณะรัฐศาสตร์ เป็นพื้นที่เสรีคุยกันเต็มที่ จากมีการประท้วง เราก็ช่วยเป็นตัวกลางในการสื่อสาร คือที่บอกว่าเห็นต่างไม่ใช่คนละพวก เราไม่ใช่การเมือง เราเป็นนักวิชาการ การเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา เช่น การทำหน้าที่คณบดี ก็แยกจากความเห็นส่วนตัว
“การมีแนวคิดด้านการเมืองก็เป็นเรื่องของผม ไม่ใช่เป็นความเห็นของคณบดี ฉะนั้นจะเชียร์ข้างไหนก็เป็นเรื่องของผม อาจารย์ในคณะบางคนก็มีปัญหา บอกว่าคณบดีต้องไม่มีสี ผมบอกว่า ผมเป็นเหลืองมาตั้งแต่ปี 2549 แต่มารับตำแหน่งตอนปลายปี 2549 ผมก็ทำงานของผม ก็ขอให้แยกว่าผมเป็นคณบดี ผมเป็นกลาง”
อ.จรัส อธิบายต่อว่า นักศึกษาก็ไม่ได้เดินตาม บางคนเชียร์สีไหนก็ไปร่วมเป็นธรรมดา แต่ในการสอน ผมชอบหรือไม่ชอบสีไหนคุยในห้องเรียน เราต้องคุยอย่างเป็นกลาง แต่ถ้าเราไม่สามารถเป็นกลางได้ก็อย่าพูด มีอาจารย์บางคนเท่านั้นที่ใช้จุดยืนส่วนตัวไปโยงกับเรื่องการสอนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ขาดจรรยาบรรณพอสมควร แต่มองว่าวันนี้เป็นเหมือนกีฬาสีมากกว่า
“พวกเราไม่ได้ซีเรียส เป็นเพียงสัญลักษณ์ว่าเราไม่ชอบอะไร บางคนสีเดียวกันก็คนละความชอบกัน ไม่ได้เชียร์ทุกประเด็น แต่เรื่องความรุนแรงไม่มีใครเอาด้วยสักคน เราก็ไปห้ามเขา เราบอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้เราถอยนะ”







