
ปลดล็อกก่อน
หลังจากเอาชีวิตเป็นๆ
หลังจากเอาชีวิตเป็นๆ
โดย..จำลอง บุญสอง
หลังจากเอาชีวิตเป็นๆ เข้าไปเป็นกำลังให้เผด็จการชนชั้นสูงสู้กันกับเผด็จการชนชั้นนายทุนผูกขาด “แย่งอำนาจ” และ “ผลประโยชน์” กันแล้ว วันนี้มวลชนบางส่วนของทั้งเหลืองและแดง ก็ได้ประจักษ์แก่ตาตนเองแล้วว่า อำนาจอธิปไตยของคน “2 ชนชั้น” ที่พวกเขา “เข้าไปเป็นกำลังรบ” ให้นั้น ล้วนต่างเป็นอุปสรรคต่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนด้วยกันทั้งคู่
จากการตระหนักรู้ดังกล่าว มวลชนเหลืองแดง จำนวนหนึ่ง จึงปฏิเสธ “การเลือกตั้ง” เพราะรู้ดีว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะด้วยวิธีกาบัตรเสียหรือไม่กาบัตร ก็ล้วนแต่เป็นการ “ฟอกระบอบ” เผด็จการระบบรัฐสภาด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เคยเป็นกองหน้าให้เผด็จการชนชั้นสูงโค่นเผด็จการชนชั้นกลางมาก่อน วันนี้เขาและลูกหาบเรียกร้องให้ประชาชน Vote No ด้วยเหตุผลว่า นักการเมืองพรรคการเมืองที่มีอยู่คือปัญหาชาติ
Vote No เพื่อ “เซตอัพการเมืองใหม่” คล้ายๆ รัฐบาลเฉพาะกาลอะไรทำนองนั้น
แม้ข้อเสนอของสนธิดูเหมือนจะเป็นไปตาม “หลักวิชา” แต่ถ้าพิเคราะห์กันลึกๆ แล้ว น่ากังขาว่าสนธิจะนำไปสู่การเมืองแบบใด? หรือจะทำใส่พานให้ใคร? เพราะการกระทำก่อนหน้านั้น สนธิไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยประชาชน แต่เป็นการเรียกร้องให้เผด็จการชนชั้นหนึ่งมาแทนเผด็จการอีกชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
Hidden Agenda แบบอานันท์ ประเวศ เสกสรรค์ สมบัติ คณิต หรือเปล่า?
คนไทยถูกหลอกกันเรื่อยมาว่า 1.เลือกตั้งคือประชาธิปไตย ไม่เลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย กับ 2.เลือกตั้ง คือ “หน้าที่” ไม่ไปเลือกตั้ง “ไม่ทำหน้าที่” 2 เรื่องนี้ทำให้คนไทยหลงเข้าใจผิดจนทำบ้านเมืองเสียหาย
หลักของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมีหลักเดียว คือ หลักอำนาจอธิปไตยปวงชน ส่วนการปกครองจากการเลือกตั้งหลักความเสมอภาคและเสรีภาพบริบูรณ์ เป็นส่วนประกอบ ถ้าปราศจากอำนาจอธิปไตยปวงชนแล้ว การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะเกิดได้อย่างไร?
การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “อำนาจอธิปไตย” ของระบอบใดระบอบหนึ่ง หาใช่ระบอบประชาธิปไตยเพียงระบอบเดียวไม่ ฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง หูจิ่นเทาก็มาจากการเลือกตั้ง โอบามาก็มาจากการเลือกตั้ง ปูตินก็มาจากการเลือกตั้ง
ส่วนประชาชนจะ “ไปเลือกตั้ง” หรือจะ “ไม่ไปเลือกตั้ง” ก็ใช่ว่าเป็น “หน้าที่” แต่เป็น “สิทธิ” สิทธิที่เขาเห็นว่า ถ้าไปเลือกตั้ง (ไม่ว่า) วิธีใดๆ ถ้าได้มะม่วงเปรี้ยวพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งหรือลูกหนึ่งที่พรรคเผด็จการ (ตัวแทนนายทุนหรือตัวแทนชนชั้นสูง) ใส่กระจาดมาให้เลือก ก็มีสิทธิที่จะไม่ไปเลือก อย่ามา Fool!
วันนี้หลายคนตัดสินใจ “ไม่เลือกตั้ง” บางคนยัง “แอบจิต” กลัวจะถูกว่า ว่าไม่ทำหน้าที่ หลายคนกลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกหัวรุนแรง แต่เชื่อได้ว่าวันใดวันหนึ่งที่ถูกการเมืองอยุติธรรมชนิดนี้ “บังคับสภาพ” ให้ “จนตรอก” อยู่กับความยากไร้และขาดโอกาส คนที่ลังเลเหล่านั้นก็จะเปิดฉากการต่อสู้ของเขากับผู้ปกครองขึ้นมาเองโดยไม่ต้องให้ใครบอกกล่าว
วันนี้ประชาชนอาจจะถูกมอมด้วยโฆษณาชวนเชื่อของเผด็จการ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเลือกตั้งไปแล้วก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษาวิชาการเมืองและมีจุดยืนเพื่อส่วนรวมจะ “ตีโจทย์” เหตุแห่งทุกข์ชาติออก
แต่การโกงการเลือกตั้งก็ดี การสวาปามชาติกันอย่างมูมมามก็ดี จะทำให้ประชาชนตาสว่างว่า “การเลือกตั้ง” ของเผด็จการ โดยเผด็จการก็เพื่อเผด็จการ คือให้ประโยชน์แก่ “คนส่วนน้อย” ที่อยู่ต่อหน้าและลับหลังการเมืองชนิดนี้ ให้ร่ำรวยกันอยู่หยิบมือเดียว!
ก็เสนอ “ปฏิรูปการเมือง” “ปฏิรูปประเทศ” ที่มี ประเวศ อานันท์ และพวกเป็นคนงานเข็นขอนไม้ใหม่ (รัฐธรรมนูญ) มาคงระบอบ “นกกระสา” ให้สามารถกินกบต่อไปได้ ล้วนถูกดีไซน์มาจากมหาอำนาจตะวันตกผู้อยู่เบื้องหลังเผด็จการไทยทั้งสิ้น
ถ้าเราไม่เข้าใจการเมืองบนการเมืองเหล่านี้แล้ว การทำให้ชาติ Independent ก็เป็นเรื่องยาก!
ปล. 1.ความมั่นคงของชาติมีองค์ประกอบสำคัญ คือความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจแห่งชาติ ความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจชาติย่อมเป็นฐานทำให้เกิดความมั่นคงทางการเมืองเป็นอิทัปปัจจยตา แต่ความไพบูลย์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการเมืองที่มีประสิทธิภาพ คือการปกครองแบบประชาธิปไตยก่อน ใครที่พูดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติโดยไม่พูดเรื่องการสถาปนาประชาธิปไตยก่อน พวกนั้นเป็นได้แค่ลูกหาบเผด็จการ!
2.การสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในชาติจำต้องสร้างจากเอกภาพของ “กำลังการผลิต” กับความสัมพันธ์ทางการผลิตตามหลักปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เท่านั้น ถ้าปราศจาก “เอกภาพสังคม” คู่นี้แล้ว วิธีการสร้างเอกภาพใดๆ ที่เสนอขึ้น “ล้วนเป็นเรื่องเพ้อฝัน” และหลอกลวงทั้งสิ้น ข้อเสนอของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นข้อเสนอให้เผด็จการสามัคคีกับเผด็จการ พวกนี้ไม่คิดถึงเลยว่าประชาชนจะเป็นอย่างไร
3.การที่ชนชั้นบนหรือชนชั้นนายทุนมากุมอำนาจอธิปไตยเอาไว้ การร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่า “ผู้ร่าง” จะมาจากการ “เลือกตั้ง” หรือ “แต่งตั้ง” ก็ไม่มีทางทำให้การปกครองของชาติเป็นประชาธิปไตยได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้อง “ปลดล็อก” คือยุติบทบาทอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย (เผด็จการ) ลงไปก่อนเพื่อให้อำนาจอธิปไตยปวงชนทำหน้าที่แทน ถ้าเราไม่เอาเนื้อร้ายออกเราจะเอาเนื้อดีไปแทนได้อย่างไร
ดังนั้นก็ช่วยกันปลดล็อกหรือเปิดประตูบานแรกก่อน ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถเข้าไปประตูบานที่สอง บานที่สาม เข้าไปอยู่ได้
ประตูอุบาทว์บานแรกที่เราต้องปลดคือการเลือกตั้งของระบอบเผด็จการครับ!







