posttoday
เชอร์โนบิลแห่งเอเชีย จับตา วิกฤตนิวเคลียร์ลามทั่ว

เชอร์โนบิลแห่งเอเชีย จับตา วิกฤตนิวเคลียร์ลามทั่ว

13 เมษายน 2554

และแล้วสิ่งที่ทุกคนหวาดผวาก็เกิดขึ้นในที่สุด เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกระดับความรุนแรงของวิกฤตกัมมันตรังสีรั่วไหล

และแล้วสิ่งที่ทุกคนหวาดผวาก็เกิดขึ้นในที่สุด เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกระดับความรุนแรงของวิกฤตกัมมันตรังสีรั่วไหล

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

และแล้วสิ่งที่ทุกคนหวาดผวาก็เกิดขึ้นในที่สุด เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกระดับความรุนแรงของวิกฤตกัมมันตรังสีรั่วไหลที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ จากระดับ 5 กระโดดข้ามอันดับ 6 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7 ภายในวันเดียว เป็นระดับสูงสุดตามมาตรฐานของสำนักงานปรมาณูสากล (IAEA)

ถือเป็นอุบัติเหตุขั้นอุกฤษฏ์ (Major Accident) และส่งผลกระทบในวงกว้าง (Wider Consequences) ตามที่ IAEA ระบุไว้ และมีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของชาวโลก ที่เกิดเหตุร้ายแรงถึงเพียงนี้

ครั้งแรก คืออุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 2529 การแพร่กระจายของกัมมันตรังสีในครั้งนั้น ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 56 คน และเป็นมะเร็งจากการรับกัมมันตรังสีถึง 4,000 คน ยังไม่นับความเสียหายไม่อาจประเมินค่าที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่รัศมีปิดตาย 30 กิโลเมตร รวมถึงผลกระทบลามไปทั่วยุโรปจนกระทั่งทุกวันนี้

ครั้งที่ 2 คือความเสียหายที่เกิดขึ้นฟูกุชิมา ในปี 2554 พบการฟุ้งกระจายของกัมมันตรังสีในวงกว้าง จนปนเปื้อนอากาศ น้ำประปา น้ำทะเล และผลิตผลทางการเกษตร และล่าสุดทางการญี่ปุ่นต้องขยายรัศมีอพยพจาก 20 กิโลเมตรจนเกือบถึง 30 กิโลเมตร

เชอร์โนบิลแห่งเอเชีย จับตา วิกฤตนิวเคลียร์ลามทั่ว

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเชอร์โนบิล และฟูกุชิมา คือ วิกฤตครั้งแรกเกิดขึ้นจากความสะเพร่าของมนุษย์ ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ

แต่สิ่งที่เหมือนกัน ย่อมเป็นภัยร้ายแรงที่จะติดตามมาจากปริมาณกัมมันตรังสีที่สูงเกินความคาดหมายยิ่งขึ้นทุกขณะ

เหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล ยังผลให้ยุโรปกว่า 3 ใน 4 ส่วนได้รับกัมมันตรังสีในระดับที่แตกต่างกันไป แต่หลายประเทศต้องประสบกับหายนะขนาดย่อมๆ

ไม่ว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมปศุสัตว์ต้องฆ่าสัตว์เลี้ยงทิ้งนับแสนตัวเนื่องจากสัตว์เหล่านี้กินหญ้าที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสี เช่นที่ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เฉพาะที่อังกฤษ รัฐบาลต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ต้องฆ่าแกะทิ้งถึง 13 ล้านปอนด์ (มูลค่าปี 2529)

ขณะที่ผืนป่าหลายแห่งถูกปิดตายจากประโยชน์ใช้สอย เนื่องจากเกิดการสะสมของสารอันตรายในปริมาณที่สูงมาก ดังที่เยอรมนีและโปแลนด์ ที่เยอรมนีหมูป่าที่อาศัยในแถบรัฐบาวาเรียปนเปื้อนสารอันตรายจนไม่สามารถล่ามาบริโภคได้ และรัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับนายพรานที่เสียโอกาสเฉพาะในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาต้องจ่ายไปถึง 4.6 แสนยูโร

ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นไปทั่วยุโรปอาจเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในอีกไม่นาน และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เอเชียตะวันออกจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย

ในชั้นต้น มีคำยืนยันจากหลายฝ่าย ทั้งสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม (NISA) ของญี่ปุ่น และผู้เชี่ยวชาญว่า แม้วิกฤตการณ์ที่ฟูกุชิมาจะอยู่ในระดับเดียวกับที่เชอร์โนบิล แต่ปริมาณการรั่วไหลของกัมมันตรังสีแตกต่างกันหลายสิบเท่า

ฮิเดฮิโกะ นิชิยามา โฆษกของ NISA กล่าวว่า วิกฤตการณ์ที่ฟูกุชิมาแตกต่างจากเชอร์โนบิล เพราะไม่เกิดการระเบิดที่แกนในของเตาปฏิกรณ์ และการระเบิดที่ผ่านมาเป็นเพียงการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนที่ภายนอก อีกทั้งปริมาณกัมมันตรังสีที่รั่วไหลยังอยู่ที่ 10% ของปริมาณรั่วไหลที่เชอร์โนบิลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วยังยากที่จะมั่นใจได้กับคำยืนยันของ NISA เพราะโฆษกยังยอมรับว่า “เราพยายามที่จะไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ จนกว่าเราจะได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อมูลที่ว่านี้อ้างอิงจากทั้ง NISA และสภานิวเคลียร์ (NSC) ของญี่ปุ่น

ฝ่ายนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ยืนยันว่า วิกฤตที่โรงงานเริ่มมีเสถียรภาพอย่างเป็นลำดับ (Stabilising stepbystep)

แม้แต่รัฐบาลจีน ยังออกมาทวงญี่ปุ่นให้แบ่งปันข้อมูลวิกฤตที่ฟูกุชิมาเสียที เพราะที่ผ่านมาจีนต้องการให้ญี่ปุ่นแสดงความโปร่งใสเกี่ยวกับหายนะที่จะส่งผลกระทบไปทั่วเอเชียตะวันออก

กระทั่ง เกาหลีใต้ ยังหวาดระแวงถึงขั้นปิดโรงเรียนหลายแห่งเพื่อหลีกเลี่ยงกัมมันตรังสี

ส่วนฝั่งสหรัฐสื่อท้องถิ่นยังประโคมข่าวในทำนองตื่นตระหนกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสำนักข่าว Fox News ซึ่งถูกตำหนิมาโดยตลอดว่ามักเสนอข่าวเกินกว่าเหตุ ทว่า วันนี้ชาวสหรัฐอาจต้องหันมา “เชื่อ” ข่าวที่ปั่นกระแสให้ตื่นตูมกันมากขึ้น เพราะไม่มั่นใจว่าถึงที่สุดแล้ว ญี่ปุ่นจะรับมือไหวหรือไม่

เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของโฆษกของ NISA คำยืนยันของนายกรัฐมนตรี และท่าทีของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งทำให้อดคิดได้ยากว่า ปัญหามิได้อยู่ที่ระดับกัมมันตรังสีที่น้อยกว่าเชอร์โนบิลหรือไม่ เพราะบัดนี้ปัญหาอยู่ที่วิกฤตศรัทธา ที่จะติดตามมาจากความตื่นตระหนกกับการยกระดับขึ้นถึง “ระดับ 7”

ที่ผ่านมาญี่ปุ่นพยายามปลอบประชาชนทั้งในและต่างประเทศไม่ให้หวาดกลัวกับอุบัติเหตุที่ฟูกุชิมา พลางย้ำว่าระดับความรุนแรงจะไม่ขยายวงอย่างแน่นอน

ปรากฏว่าคำยืนยันนั้นเป็นเพียงลมปาก เพราะแม้ในชั้นแรกจะอยู่ที่ระดับต้นๆ แต่ต่อมาปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหยุดที่ 5 และกระโดดขึ้นมาอย่างเหนือความคาดหมายที่ระดับ 7

ชาวญี่ปุ่นอาจได้รับคำชื่นชมว่าเป็นชนชาติที่มีระเบียบวินัยสูงและอดทนอย่างยิ่งยวด กระทั่งผ่านหายนะครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ยังไม่หวั่นไหว

แต่เมื่อถึง “ระดับ 7” แล้ว แม้ชาวญี่ปุ่นจะยัง “นิ่ง” อยู่ได้ แต่ชาวโลก โดยเฉพาะในเอเชียและสหรัฐซึ่งอยู่ในทิศทางการกระจายของกัมมันตรังสีผ่านกระแสลมโดยตรง เห็นทีคงนิ่งอยู่ไม่ได้

เพราะเมื่อวิกฤตเลวร้ายถึงขีดสุด จะไม่ใช่แค่สินค้าจากญี่ปุ่นจะขายไม่ออกเท่านั้น แต่สินค้าของหลายประเทศในปริมณฑลโดยรอบจะตกที่นั่งเดียวกัน

แม้จะไม่กระทบต่อสุขภาพจนร้ายแรงเทียบเท่าที่เชอร์โนบิล แต่เศรษฐกิจเอเชียอาจต้องกระอักจนเสียกระบวน

ยิ่งเมื่อทบทวนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับยุโรปแล้ว เอเชียยิ่งไม่ควรเห็นคำยืนยันจากญี่ปุ่นเป็นเรื่องจริงจังหรือเชื่อถือได้เหมือนที่ผ่านมา

และจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบการแพร่กระจายอย่างจริงจังเสียที 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท