
ขึ้นดีเซลทีละ1บ.
คลังชงลอยดีเซล ขึ้นเดือนละ 50 สต. ยันไม่ลดภาษีน้ำมัน สภาอุตฯ แนะเพิ่มเดือนละ 12 บาท เอกชนปรับตัวได้
คลังชงลอยดีเซล ขึ้นเดือนละ 50 สต. ยันไม่ลดภาษีน้ำมัน สภาอุตฯ แนะเพิ่มเดือนละ 12 บาท เอกชนปรับตัวได้
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ได้จัดทำแบบประมาณการผลกระทบจากนโยบายการตรึงน้ำมันดีเซลไว้ลิตรละ 30 บาท ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุ้มไว้ลิตรละ 5.90 บาท รัฐบาลไม่ควรจะนำมาตรการภาษีสรรพสามิตมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันโลก แต่ควรสร้างวินัยการใช้พลังงานของประชาชนและนักธุรกิจ โดยเสนอให้ทยอยขึ้นดีเซลเดือนละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาทต่อลิตร ซึ่งน่าจะช่วยลดภาระของรัฐบาลได้ และทำให้ธุรกิจไม่ส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ในทันที
“ถ้ารัฐบาลต้องการใช้แนวทางนี้ ก็สามารถทำได้ เพราะสศค.ได้หารือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งไว้ระดับหนึ่งแล้ว ขึ้นกับฝ่ายการเมืองจะกล้าตัดสินใจหรือไม่” แหล่งข่าว สศค. เปิดเผย
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะลอยตัวดีเซล ก็ไม่กระทบต่อการบริหารจัดการเงินเฟ้อ เพราะคาดการณ์เงินเฟ้อครั้งล่าสุด ธปท.ได้รวมกรณีรัฐบาลเลิกตรึงดีเซลไปแล้ว โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะอยู่ที่ 2.54.5% เงินเฟ้อยังเป็นไปตามคาด แต่หากรัฐบาลจะพยุงราคาน้ำมันต่อ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงได้ 0.51%
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลควรขึ้นดีเซลลิตรละ 12 บาท เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้องต้นทุนแท้จริง เอกชนรับได้ เนื่องจากการเข้าไปชดเชยเป็นระยะเวลานานก็จะยิ่งเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องหาเงินมาอุ้มผู้ใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่า อาจตรึงดีเซลลิตรละ 30 บาท ต่อไปจากสิ้นเดือนเม.ย.นี้ขณะนี้รัฐบาลก็นำเงินกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงมาใช้ชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลจนเกือบจะหมดแล้ว หากตรึงราคาในระดับนี้ต่อไปก็จำเป็นต้องหาแหล่งเงินเข้ามาชดเชยต่อ
“หลักการที่แท้จริงแล้วไม่ควรจะมีการอุดหนุนเลย ควรจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อให้ผู้ใช้น้ำมันตระหนักถึงการประหยัดน้ำมัน ซึ่งการจะปรับขึ้นในระดับ 12 บาทต่อลิตร ภาคเอกชนก็ยังพอรับได้” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
สำหรับผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เชื่อว่าผู้ประกอบการจะสามารถปรับตัวได้ โดยจะส่งผลกระทบมากต่อบางอุตสาหกรรมที่มีการขนส่งเป็นต้นทุนหลัก เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมอาจจะได้รับผลกระทบที่น้อย จึงขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรมด้วย
ขณะที่มาตรการการลดภาษีสรรสามิตน้ำมันดีเซล มองว่าคงทำได้ยาก เพราะการปรับลดภาษีจะกระทบรายได้ของรัฐบาล ที่นำไปใช้จ่ายในแง่งบประมาณ
แหล่งข่าวกระทรวงพลังงานกล่าวถึงการลอยตัวดีเซลว่า กระทรวงพร้อมจะดำเนินการตามที่ประชุมกพช. ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมวันที่ 27 เม.ย.นี้







