
ปั่นข่าว-สร้างกระแส แผนแดงล้มมาร์ค รอบ 2
ก็นี่แหละอย่างที่ผมบอกว่าเขาวางแผนกันไว้ล่วงหน้า ปั่นกระแสโพลว่าเขาจะชนะเยอะ
ก็นี่แหละอย่างที่ผมบอกว่าเขาวางแผนกันไว้ล่วงหน้า ปั่นกระแสโพลว่าเขาจะชนะเยอะ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“ก็นี่แหละอย่างที่ผมบอกว่าเขาวางแผนกันไว้ล่วงหน้า ปั่นกระแสโพลว่าเขาจะชนะเยอะ และพยายามสร้างภาพว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เพราะถ้าแพ้เลือกตั้งจะได้มีข้ออ้างในการป่วน เราต้องอยู่กับความเป็นจริง และ กกต.ต้องเป็นหลักดูแลให้การเลือกตั้งมีความเป็นธรรม”
เป็นสัญญาณที่ดักคอกันล่วงหน้าจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี หลังออกมายอมรับว่ามีกลุ่มคนบางพวกเตรียมก่อหวอดไม่รับผลการเลือกตั้งกันตั้งแต่ไก่โห่แบบนกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำ ซึ่งการปฏิเสธผลการเลือกตั้งจะเกิดได้ในกรณีเดียว คือ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม การส่งสัญญาณไม่ยอมรับผลเลือกตั้งไม่ได้เพิ่งจะมีในช่วงนี้ แต่มีการก่อกระแสกันมาแล้วตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้กลับมาใช้เขตเดียวเบอร์เดียวและปาร์ตี้ลิสต์ โดย สส.พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา นี่เป็นแผนสืบทอดอำนาจให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำลายความชอบธรรมระยะยาวหากประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก หรือได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็เป็นเพราะได้มาด้วยกติกาที่เขียนช่วยตัวเอง
เมื่อการเมืองเดินทางสู่การเลือกตั้งมากขึ้น การปั่นกระแสนี้ก็ดังกระหึ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ข่าวลือเกี่ยวกับการรัฐประหารตัดตอนไม่ให้มีการเลือกตั้ง เพราะมีการประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับเลือกตั้งให้มาเป็นรัฐบาล จึงมีความเป็นไปได้ที่ต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้พรรคเพื่อไทยเข้าสู่อำนาจได้
แม้ว่าต่อมาผู้นำเหล่าทัพจะออกมาตบเท้าปฏิเสธ จะไม่เข้ามายุ่งกับการเมือง ไม่รัฐประหาร จะเคารพการตัดสินใจของประชาชน แต่การก่อกระแสล้มเพื่อไทยก็ยังดังต่อเนื่อง ล่าสุด “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า ทหารได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเกาะติดเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายสร้างแรงกดดันให้กับหัวคะแนนของพรรคเพื่อไทยไม่ให้เสียงสนับสนุนได้เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนก่อนจะมีการเลือกตั้ง
สำทับด้วยลีลาการเปรียบเปรยจาก “พสิษฐ์ ศักดาณรงค์” อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาคดีคลิปฉาวศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. นัยว่า มีกระบวนการแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญให้ช่วยพรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากคดียุบพรรคเพื่อเป็นรัฐบาลต่อไป
ก่อนจะตามมาด้วยการออกโรงของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ย้ำตลอดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการทุจริตกันอย่างมโหฬารเพื่อช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นขอให้คนเสื้อแดงช่วยกันติดตามตรวจสอบแบบห้ามคลาดสายตา
ท่าทีที่ออกจากเครือข่ายเพื่อไทยเป็นความพยายามต้องการเชื่อมโยงให้เห็นว่าทหารและเครือข่ายอื่นๆ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัยเหมือนกับการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเมื่อปี 2551
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีแนวโน้มว่า การแข่งขันในสนามเลือกตั้งจะสูสีและจะห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพรรคร่วมที่ต้องการตัดแต้มพรรคเพื่อไทยในพื้นที่รากหญ้า เพราะต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้บนการเดิมพันที่สูงลิ่ว ประกอบกับผลสำรวจคะแนนความนิยมของทั้งสองพรรค ก็สูสีแทบจะหายใจรดต้นคอกันพอสมควร
“เพื่อไทย” ต้องการคืนสู่อำนาจหลังจากเป็นฝ่ายค้านมานานเกือบ 3 ปี หากต้องเป็นฝ่ายค้านอีกครั้งในสมัยหน้า จะยิ่งทำให้ขวัญและกำลังใจของคนในพรรคหดหายไป และจะถูกฝ่ายตรงข้ามบลัฟกลับ “ทักษิณ” กำลังสิ้นมนต์ ซึ่งจะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยเหี่ยวแห้ง และ สส.ก็อาจย้ายพรรคตามมา
เช่นเดียวกับ “ประชาธิปัตย์” แน่นอนว่าต้องการรักษาอำนาจต่อไปให้มากที่สุด เพื่อลบคำสบประมาทว่าไม่ได้อำนาจมาจากทหารหรือมือที่มองไม่เห็น แต่ถ้าแพ้และเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็เกิดการเช็กบิลกันตามมาอีกมหาศาล โดยเฉพาะกับเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เท่านั้น อาจสร้างระบบสีแดงขึ้นมา กระทบโครงสร้างสถาบันต่างๆ ของประเทศ
ประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักของฝ่ายกองทัพ จึง “แพ้ไม่ได้” เพื่อตอกฝาโลงทักษิณไม่ให้กลับมามีอำนาจในระยะยาว และจะเป็นการทำลายความชอบธรรมการเคลื่อนไหวของนอกสภาของคนเสื้อแดงในอนาคต จึงเริ่มตอบโต้กลับพรรคเพื่อไทยทันทีให้สังคมทราบว่า การปั่นกระแสของเพื่อไทยและคนเสื้อแดงขณะนี้ ต้องการหาเงื่อนไขล่วงหน้าว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จะนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพื่อก่อม็อบต่อไป โดยการสร้างวาทกรรม “ทุจริตเลือกตั้ง-องค์กรอิสระกลั่นแกล้ง-กองทัพช่วยเหลือ”
เมื่อการเดิมพันสูงเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่พรรคเพื่อไทยต้องการตีปลาหน้าไซสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลับมาเป็นรัฐบาล ที่สำคัญที่สุด คือ การทำให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมอย่างมีเหตุผลที่จะคัดค้านรัฐบาลใหม่
สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ก่อนการยุบสภาจึงดูเข้มข้น ร้อนระอุกว่าทุกครั้ง เป็นเมฆหมอกแห่งความรุนแรงที่ตั้งเค้าด้วยการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งยังมาไม่ถึง
การเลือกตั้งที่สังคมคาดหวังว่าจะเป็นทางออกจากวิกฤต ทำท่าจะเป็นเส้นทางสู่ความวุ่นวายอีกครั้งแล้ว
เว้นแต่พรรคเพื่อไทยต้องเป็นรัฐบาลสถานเดียว







