
โอ้ละพ่อหมอหนี้ การเมืองจะตีกิน
แม้ในภาพกว้างโครงการอาสาสมัครที่ปรึกษาทางการเงินครัวเรือน หรือ “หมอหนี้” ของรัฐบาล
แม้ในภาพกว้างโครงการอาสาสมัครที่ปรึกษาทางการเงินครัวเรือน หรือ “หมอหนี้” ของรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ในภาพกว้างโครงการอาสาสมัครที่ปรึกษาทางการเงินครัวเรือน หรือ “หมอหนี้” ของรัฐบาล ดูท่าว่าจะริบหรี่ไปไม่รอดถึงไหนเสียแล้ว จากเป้าหมายที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประกาศว่าต้องการปั้นหมอหนี้ 8.8 หมื่นคนทั่วประเทศ
โดยอาศัยเครือข่ายของธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นหัวหอกในการเปิดโอกาสให้คนจนในชนบทเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ช่วยลดปัญหาการกู้หนี้นอกระบบ พร้อมกระตุ้นการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินภาคครัวเรือน ด้วยการทำบัญชีครัวเรือนเป็นแขนขา
เพราะขนาดกำหนดเป้าหมายหมอหนี้จาก 8.8 หมื่นคน ซึ่งเทียบเคียงจากจำนวนของกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 8.8 หมื่นกองทุน โดยจะให้เพิ่มจากกองทุนละ 1 คน เป็น 2 คน ทำให้เป้าหมายหมอหนี้ขยายจำนวนเพิ่มเป็น 1.6 แสนคนจากทั่วประเทศ แต่ในจำนวนนั้นก็ไปไม่ถึงไหน
เพราะล่าสุด ธนาคารออมสิน รายงานว่า มีการทยอยอบรมหมอหนี้ได้แล้วแค่ 1.5 หมื่นคน
ขณะที่ ธ.ก.ส. อบรมไปได้แล้วกว่า 1,000 คน จากเป้าหมาย 2.6 หมื่นคน
และที่ผ่านมาพนักงานของ 2 ธนาคาร วิ่งหัวขวิดออกล่ารายชื่อ “หมอหนี้” มาขึ้นทะเบียนให้ทันตามความต้องการของการเมือง
และเมื่อพินิจพิเคราะห์ในเนื้อใน ก็พบว่ารายชื่อส่วนใหญ่จะมาจากประธานกองทุนหมู่บ้าน และคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านที่ได้เป็น “หมอหนี้”
โครงการนี้ดูจะพบว่าคนคิดจะมีหลักการที่ดี แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่านี้คือกระบวนการซื้อเสียง ล็อกแจกเงินหัวคะแนนเป็นรายเดือนหรือไม่ เพราะ “หมอหนี้” จะได้ค่าตอบแทนเดือนละ 600 บาท เท่ากับค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่ได้ 600 บาทต่อเดือนเช่นกัน
หากรัฐสามารถหาหมอหนี้ได้ครบ 1.8 แสนคน ซึ่งต้องจ่ายค่าตอบแทนคนละ 600 บาท เท่ากับ 1 เดือน ก็ต้องจัดสรรงบประมาณ 108 ล้านบาท ถ้าทำโครงการนี้ 1 ปี ต้องใช้เงิน 1,296 ล้านบาท
แต่การวัดผลลัพธ์คืออะไร ใครจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน คนเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินได้อย่างเข้มแข็งจริงหรือไม่
นี่คือจุดบกพร่องที่สำคัญของโครงการนี้
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น คือขณะนี้รัฐบาลเองก็ไม่มีงบประมาณเพื่อนำมาจัดสรรให้กับโครงการนี้
จนธนาคารรัฐทั้งสองแห่งกำลังจะกลายเป็นหนังหน้าไฟกับเหล่าหมอหนี้ที่ไปขอล่ารายชื่อ เพราะถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้เงินค่าตอบแทนจากโครงการนี้สักราย
มีเพียงเบี้ยประชุมที่เรียกไปอบรมคนละ 2,000 บาท ซึ่งค่าเบี้ยอบรมธนาคารทั้งสองแห่งก็รับภาระจ่ายเองทั้งหมด
กรณีของธนาคารออมสิน ตั้งใจจะทำโครงการหมอหนี้หมู่บ้านละ 3 คน โดย 2 คนแรก ธนาคารออมสินจัดสรรงบเป็นค่าตอบแทนเอง ส่วนอีก 1 คน ให้รัฐเป็นผู้รับภาระ
แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมายังไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนให้หมอหนี้เช่นกัน เพราะรัฐบาลไม่จัดสรรงบให้
ตอนนี้โครงการ “หมอหนี้ ” จึงเป็นเพียงแค่นโยบายหาเสียง ที่ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ แม้หลักการจะดีและกำลังจะกลายเป็น งูพ่นพิษใส่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ริเริ่มโครงการนี้เสียเอง
จากที่คิดว่าจะใช้เงินซื้อใจผู้นำชุมชนได้ กลายเป็นการสร้างความหัวเสียให้กับผู้นำชุมชนแทน และกำลังจะทำให้รัฐบาลเผชิญกับการสูญเสียฐานเสียงที่สำคัญในต่างจังหวัดเกือบทั้งประเทศได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว
หากว่าไม่สามารถจัดหาแหล่งงบประมาณมาช่วยธนาคารรัฐ แต่หากรัฐบาล กระทรวงการคลังสามารถผันเงิน หรือกดดันให้ธนาคารรัฐทั้งสองแห่งเป็นผู้แบกภาระเหล่านี้เอง และทำงานอย่างเต็มมือพลานุภาพทางการเมืองจะมหาศาลและสามารถตีกินกันยาวไม่แพ้ อสม.หรือเบี้ยชราภาพ
เพราะถึงขณะนี้การเดินหน้าปั้นหมอหนี้ในต่างจังหวัดนั้นกำลังคืบคลานสร้างมิติแห่งผู้นำ หรือหัวคะแนนได้เป็นอย่างดี
จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นจังหวัดนำร่องในการดำเนินโครงการ “หมอหนี้” ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้ระบบงานของธนาคาร ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการวางแผน และให้ความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีครัวเรือนไปแล้ว 12 รุ่น รุ่นละกว่า 40 คน โดยมีเป้าหมายจะจัดตั้งหมอหนี้ให้ครบทั้ง 2,500 หมู่บ้าน ภายในเดือน มิ.ย.นี้
ที่ จ.ตรัง ก็ได้จัดสัมมนาปั้นหมอหนี้ในตำบลต่างๆ ไปกว่า 140 คน
จ.กาญจนบุรี เปิดอบรมหลักสูตรเร่งสร้างผู้นำชุมชนเข้มแข็งให้เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในหมู่บ้าน หรือ “หมอหนี้” ไปกว่า 300 คน ร่วมงาน
จ.พัทลุง ธนาคารออมสินได้เปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครหมอหนี้ในพื้นที่ไปกว่า 800 คน
หากจังหวัดต่างๆ สามารถสร้างหมอหนี้ได้ตามเป้าหมายปีละ 1.8 หมื่นคน นั่นหมายถึงพลานุภาพแห่งการสร้างคะแนนนิยมมีมูลค่ามหาศาล
อย่าประมาท...







