
จับตาสเปน...เหยื่อวิกฤตหนี้รายต่อไป
เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ หากโปรตุเกสจะร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อกู้วิกฤตหนี้สาธารณะที่เคยสูงถึง 80%
เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ หากโปรตุเกสจะร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อกู้วิกฤตหนี้สาธารณะที่เคยสูงถึง 80%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ หากโปรตุเกสจะร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อกู้วิกฤตหนี้สาธารณะที่เคยสูงถึง 80% จนเสี่ยงกับภาวะล้มละลาย และอาจดึงเอากลุ่ม Eurozone หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร ให้พลอยล้มลุกคลุกคลานไปด้วย
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ ท่าทีของประเทศเหล่านี้ที่ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองกำลังมีปัญหา
ประเทศเหล่านี้หมายถึง กรีซ ไอร์แลนด์ ล่าสุด คือ โปรตุเกส และอาจรวมถึงไอซ์แลนด์ ซึ่งอยู่นอกสหภาพยุโรป (EU)
เริ่มจากกรีซ ที่เมื่อเดือน เม.ย. 2553 บริษัท Standard & Poor’s ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของกรีซลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดที่ระดับ “Junk” และติดตามมาด้วยการลดระดับความน่าเชื่อของกรีซโดยบริษัท Fitch และ Moody’s ในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากหวั่นเกรงว่า กรีซจะไม่สามารถชำระหนี้สินได้
ผลปรากฏว่า แทนที่กรีซจะสำรวจสถานะทางการเงินของตน แล้วรีบปรึกษากับ EU กลับโจมตีบริษัทเครดิตเรตติ้งเหล่านี้ว่าทำเกินกว่าเหตุ
เช่นเดียวกับไอร์แลนด์และโปรตุเกส ที่ไม่ยอมรับการปรับลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินโดยบริษัทเอกชนเช่นกัน ซึ่งพอเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่า บริษัทเหล่านี้ทำเกินกว่าเหตุในบางกรณี ทั้งนี้ เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนให้ปลอดภัยจากภยันตรายทางการเงินให้มากที่สุด
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ประเทศเหล่านี้มีปัญหาจริง และเป็นที่หนักหนาสาหัสจนกลบเกลื่อนไม่ได้ด้วยการ “ดิสเครดิต” บริษัทเครดิต เรตติ้ง
การไม่ยอมรับความจริง ยังสะท้อนให้เห็นในวิกฤตการเงินที่ไอซ์แลนด์ ที่เป็นต้นเหตุลุกลามไปถึงสหรัฐกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ซึ่งล่าสุด วิกฤตยังไม่ยุติลง เมื่อประชาชนชาวไอซ์แลนด์ได้ลงมติไม่ให้รัฐบาลจ่ายหนี้ที่ติดค้างกับรัฐบาลอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้ลงทุนในธนาคาร Icesave ซึ่งต่อมาล้มละลายและรัฐบาลไอซ์แลนด์ต้องเข้าอุ้มอย่างทุลักทุเล จนประเทศล้มละลายไปพร้อมกับธนาคารที่ใหญ่ที่สุด
สถานการณ์เดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับสเปน
จนถึงขณะนี้แล้ว สเปนยังไม่ยอมรับเช่นกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงกับประกาศว่า โปรตุเกสจะเป็นประเทศสุดท้ายที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งหมายความว่า สเปนจะไม่ใช่รายต่อไปอย่างแน่นอน
แต่สเปนมีหลักการและเหตุผลใด ที่จะชี้ชวนให้นานาประเทศคล้อยตามเช่นนั้น?
เมื่อพิจารณาจากสภาพของสเปน จะเห็นว่าคำยืนยันของรัฐมนตรีคลังไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 57.9% ของสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ 6.38 แสนล้านยูโร สูงที่สุดในรอบ 11 ปี อีกทั้ง นักวิเคราะห์ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ โดยคาดว่าระดับหนี้สาธารณะอาจสูงถึง 62.8% เกินกว่ามาตรฐานที่ EU กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60%
แนวโน้มนี้มีความเป็นไปเมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล
อัตราว่างงานสูงถึง 20.4% (ซึ่งหมายความว่า รัฐจะต้องเสียงบประมาณมหาศาลไปกับสวัสดิการคนว่างงาน) อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.6% สูงกว่าเส้นตายที่ EU กำหนดไว้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่กล้าตัดงบประมาณ เพราะความเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยม จึงเลือกที่จะใช้งบประมาณด้านสวัสดิการมากกว่าการลดงบประมาณแบบพรรคฝ่ายขวา
ลักษณะเช่นนี้ คล้ายกับกรีซและโปรตุเกส ซึ่งมีรัฐบาลมาจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายเช่นกัน และท่าทีไม่ยินยอมลดงบประมาณเพื่อรัดเข็มขัดทางการเงิน ยังผลให้เกิดหายนะในที่สุด
ไม่เพียงเท่านั้น สเปนยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกช่วงปี 2551-2552 ไม่ต่างจากไอร์แลนด์ จนบัดนี้ระบบการธนาคารของสเปนก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง และบางธนาคารถึงกับล้มละลาย แม้จะยังไม่รุนแรงเท่ากับกรณีของ ไอร์แลนด์ ที่ธนาคาร Anglo Irish รายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศล้มละลายเพราะซุกหนี้สินมหาศาลเอาไว้
ปัจจัยเหล่านี้ เพียงพอแล้วที่จะทำให้สเปนตกอยู่ในสภาพเดียวกับโปรตุเกส ไอร์แลนด์ และกรีซ เพียงแต่สเปนยังไม่ยอมรับความจริงข้อนี้เท่านั้น
และการไม่ยอมรับเท่ากับหมักหมมปัญหาให้รุนแรงขึ้น และรุนแรงจนนานาประเทศใน EU จะไม่ยอมรับการ “แบมือขอ” ความช่วยเหลืออย่างง่ายดายแน่นอน ดังจะเห็นได้ว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง Eurozone กำชับให้โปรตุเกสต้องรัดเข็มขัดทางการเงินการคลังโดยด่วน มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ
แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่ EU จะไม่ให้การช่วยเหลือสเปน
ที่ผ่านมา ประเทศที่ไดรับความช่วยเหลือทางการเงิน ล้วนแต่เป็นประเทศขนาดย่อม มีพลวัตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตุเกส ที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กที่สุดในกลุ่มจึงไม่ส่งผลกระทบต่อภายในกลุ่มและกระทบต่อไปนานาประเทศทั่วโลกมากนัก
สเปนมีเงื่อนไขและบทบาทต่อ EU และต่อเศรษฐกิจโลกที่ยิ่งยวดกว่านั้นหลายเท่าตัว
สเปนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของยุโรป และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก เป็นประเทศที่มีอัตราการพัฒนาสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก และมีมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 1.051 ล้านล้านยูโร (เทียบกับโปรตุเกสที่ 2.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
อาการเจียนล้ม หรือการล้มละลายของสเปนจึงจะสร้างความสั่นสะเทือนอย่างยิ่งต่อทั้งกลุ่ม และแม้ว่าเยอรมนีและฝรั่งเศสในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของยุโรป จะกระโจนเข้าช่วยสเปนอย่างเต็มที่ (จากเดิมที่อิดออดกับการให้เงินช่วยเหลือประเทศที่ผ่านมาๆ) แต่เมื่อยักษ์ขนาดย่อมๆ ล้ม ย่อมยากที่จะหลบเลี่ยงผลกระทบ
เมื่อใดที่ยุโรปสั่นคลอน โลกย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย
ผลพวงประการแรกคือ สเปนจะต้องรัดเข็มขัดงบประมาณ ทำให้การใช้จ่ายด้านสวัสดิการลดลง ยังผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคที่เคยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐลดลง และจะกระทบต่อการค้าการลงทุนในที่สุด
ไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 19 ของ EU โดยตัวเลขจากปี 2550 ไทยได้ดุลการค้า 8,700 ล้านยูโร นอกจากนี้ EU ยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 มูลค่าการลงทุนสูงถึง 5.05 หมื่นล้านบาท
หากยุโรปยังทรุดล้มประเทศแล้วประเทศเหล่าอยู่เช่นนี้ แม้จะพยุงตัวเองไว้ได้ในที่สุดด้วยแพ็กเกจความช่วยเหลือของ EU และ IMF แต่ด้วยมาตรการรัดเข็มขัดนโยบายจะจำกัดศักยภาพของยุโรปในทางเศรษฐกิจในทันที
จากวิกฤตที่จำกัดวงในภูมิภาค จะกลายเป็นวิกฤตที่กระจายผลเสียไปทั่วโลก







