posttoday
เจ้าหนูสแต็คไทย...มือไวระดับโลก!!!

เจ้าหนูสแต็คไทย...มือไวระดับโลก!!!

10 เมษายน 2554

“คนไทย ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก” วลีเด็ดที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง

“คนไทย ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก” วลีเด็ดที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง

โดย...กิตติศักดิ์ โมฆรัตน์

“คนไทย ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก” วลีเด็ดที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ซึ่งวลีดังกล่าวมาจากการออกไปสร้างชื่อเสียงยังต่างแดนของคนไทยในสารพัดด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ด้านกีฬา

นักกีฬาไทยหลายคนพัฒนาฝีไม้ลายมือ ขึ้นไปเป็นนักกีฬาระดับชั้นนำ เช่น “ซูเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสมือ 9 ของโลก หรือ “ไทยทอร์นาโด” ต๋อง ศิษย์ฉ่อย หรือ รัชพล ภู่โอบอ้อม อดีตนักสนุกเกอร์มือ 3 ของโลก นอกจากนี้ยังมีนักกีฬาอีกหลายคนที่สามารถหยิบเหรียญรางวัลจากมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกมาแล้ว

และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นักกีฬาตัวแทนประเทศไทยก็เตรียมที่จะไปประกาศศักดาในชาวโลกได้รู้ซึ้งถึงความสามารถอีกครั้งในชนิดกีฬาที่เรียกกันว่า...สแต็ค

เจ้าหนูไทยไม่ธรรมดา

เจ้าหนูสแต็คไทย...มือไวระดับโลก!!!

ฮันแน่...เชื่อว่าต้องมีหลายๆ คนเกาหัวด้วยความสงสัยครับว่า สแต็ค คืออะไร เล่นยังไง ดังนั้นจึงต้องขออธิบายให้รู้จักกีฬาชนิดนี้กันก่อนสักนิด

สแต็คเป็นกีฬาเรียงซ้อนแก้วพลาสติกตามรูปแบบที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ชนะคือผู้ที่ใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียด อาจต้องใช้พื้นที่เป็นหน้าๆ ดังนั้นหากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่ www.wssathailand.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสมาคมกีฬาสแต็คประเทศไทย

ย้อนไปที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งบอกว่านักกีฬาไทยเตรียมไปประลองฝีมือในเวทีระดับโลก นั่นก็คือ นักกีฬาสแต็คเยาวชนตัวแทนประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 22 ชีวิต เตรียมยกพลบินลัดฟ้าไปแข่งขันรายการ “ดับเบิลยูเอสเอสเอ เวิลด์ สปอร์ต สแต็คกิง แชมเปียนชิพส์ 2011” ที่ดัลลัส, สหรัฐ ระหว่างวันที่ 1617 เม.ย.

แม้จะดูว่าเป็นการแข่งขันเรียงแก้วธรรมดา ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ก็มีการแข่งขันกันอย่างเอาจริงเอาจึงถึงขนาด “ชิงแชมป์โลก” ทีเดียวเลยนะครับ

ทั้งนี้ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทเดี่ยว คู่ และทีม โดยแบ่งรุ่นอายุออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ 68 ขวบ 811 ขวบ และ 12 ปี ซึ่งการไปประลองฝีมือครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของทีมสแต็คไทย หลังจากปีที่แล้วเจ้าหนูมือไวของไทยสร้างชื่อด้วยการคว้าแชมป์โลกในประเภทคู่ รุ่นอายุ 12 ปี !!!

“ความหวังของเราในปีนี้ยังคงเป็นประเภทคู่ ซึ่งเรามีดีกรีเป็นแชมป์เก่าและจะพยายามป้องกันแชมป์ไว้ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันไม่ได้มีแค่ประเภทนี้เท่านั้น เพราะในประเภทอื่นๆ เรามีลุ้นเหรียญรางวัลเช่นกัน” ศิริรัชนี สังขะรมย์ ตัวแทนจากสมาคมกีฬาสแต็คประเทศไทย กล่าว

นอกจากนี้ คุณศิริรัชนี กล่าวเสริมว่า ฝีไม้ลายมือของเยาวชนไทยนั้นมีพัฒนาการก้าวกระโดดอย่างน่าพอใจ เนื่องจากเยาวชนหันมาเล่นกีฬาสแต็คมากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้มีการเผยแพร่เข้าไปยังโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งมีรายการให้เด็กๆ ได้ประลองฝีมืออย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุผลหลายอย่างประกอบกันนี้ ทำให้เจ้าหนูสแต็คไทยพัฒนาฝีมือจนพร้อมแล้วที่จะไปอวดความว่องไวในการเรียงแก้วให้โลกได้ตะลึงอีกครั้ง

เคล็ดสู่ความสำเร็จ

สำหรับน้องๆ หนูๆ ที่ได้มี “ธงชาติไทย” ติดอยู่บริเวณเสื้อที่หน้าอกนี้ (ช่างน่าภูมิใจแทนเสียจริงๆ) ล้วนแต่ผ่านการคัดเลือกและเฟ้นหามาจากเวทีการแข่งขันรายการ 2010 Thailand National Sport Stacking Championships

สำหรับขุนพลเด็กมือไวชุดเตรียมบินไปแข่งขันที่เมืองลุงแซมนี้ มีทั้งนักกีฬาเก่าจากครั้งที่เเล้ว รวมกับนักกีฬาใหม่ผสมผสานกัน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทุกคนเริ่มเล่นและใช้เวลาฝึกปรือฝีมือมาแล้วไม่ต่ำกว่าคนละ 1 ปี

ด.ญ.นันท์นภัส ปุณยธร วัย 12 ปี จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ กล่าวถึงจุดเริ่มของการก้าวเข้าสู่วงการเรียงแก้วพลาสติก

“หนูเห็นในยูทูบแล้วน่าสนใจ ก็เลยลองเล่นดูค่ะ”

ขณะที่น้องๆ หลายคนบอกว่า เริ่มเล่นตามเพื่อนในโรงเรียน โดยมีการวิจัยออกมาว่า กีฬาชนิดนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะและมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งเพิ่มสมาธิให้กับเด็กๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่ผลการเรียนที่ดีขึ้นได้ด้วย

“ช่วยในเรื่องติดเกมด้วยครับ” ด.ช.พชรดนัย อินทะสุวรรณ วัย 10 ขวบ กล่าวเสริม พร้อมเผยว่า เมื่อหันมาเล่นกีฬาสแต็ค ทำให้เวลาในการขลุกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ลดลงไปตามลำดับ

แน่นอนว่าน้องๆ เหล่านี้ล้วนเป็นระดับ “หัวกะทิ” ในกีฬาสแต็ค และก่อนเดินทางไปสหรัฐ พวกเขาได้มาเก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะเวลา 7 วัน แต่ทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความรู้สึกและบรรยากาศระหว่างการฝึกซ้อมกับการแข่งขันจริงนั้นต่างกันลิบลับ

“น้องพีเจ้น” ด.ช.กิตติธัช ไกรวุฒิวงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่เคยไปแข่งขันเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่า การแข่งขันจริงนั้นตื่นเต้นและกดดันมาก เพราะแทบจะผิดพลาดไม่ได้เลย เนื่องจากเป็นกีฬาที่ตัดสินผลแพ้ชนะด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที ผิดกับการฝึกซ้อมที่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตลอด

ดังนั้น นอกจากจะฝึกซ้อมความรวดเร็วในการเรียงแก้วแล้ว เจ้าหนูมือไวยังต้องรู้จักวิธีควบคุมสมาธิและอารมณ์ตื่นเต้น ไม่ให้เตลิดไปกับสถานการณ์กดดัน

“ผมใช้วิธีพูดกับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าต้องทำได้ และก็จินตนาการภาพว่าเราเป็นผู้ชนะบนเวที” ด.ช.ณภัทร บุษปนิกรกุล กล่าว ซึ่งคล้ายกับ ด.ช.ชาคริต เอี่ยมจรัส ที่เสริมว่า พยายามคิดในแง่บวกเข้าไว้

นอกจากนี้ เรื่องราวของ “ความเชื่อ” ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน ซึ่งน้องบางคนก็มีวิธีเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง นอกเหนือจากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง

“บนครับ ยายของผมไปบนให้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าบนยังไง ก่อนหน้านี้ยายก็บนขอให้ผมติดทีมชาติ ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้ติดทีมชาติจริงๆ” ด.ช.ภาสกร ชาติสุวรรณ กล่าว

เช่นเดียวกับ ด.ช.ธนบูรณ์ แซ่ฟู่ จากโรงเรียนทิวไผ่งาม ซึ่งขอกำลังใจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพ

“คืนก่อนแข่งผมจะเอาแก้วไปวางไว้หน้าหิ้งพระ”

นับเป็นเทคนิคการสร้างกำลังใจส่วนตัวของน้องๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เชื่อมั่นว่าปัจจัยหลักที่พาพวกเขาก้าวมาจนถึงจุดนี้ได้ คือ ความตั้งใจอย่างจริงจังและความมุ่งมั่น ซึ่งสามารถสัมผัสได้ในระหว่างการพูดคุย รวมทั้งแววตามุ่งมั่นที่น้องๆ สื่อออกมา

“เด็กไทย ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท