
2 พรรคใหญ่ไม่ควรเป็นนายกฯ สูตรพรรคที่สาม...ทลายทางตัน
จริงอยู่ตามประเพณีพรรคที่ได้เสียงข้างมาก มันสมควรได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้ายังคิดแบบนั้น บ้านเมืองก็ไม่สามารถเข้าสู่ความปกติได้ มันจะเกิดความร้าวฉานขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าเป็นความชอบธรรมแล้วมันยังเกิดกระแสรับกันไม่ได้แบบนี้ แล้วจะเลือกตั้งไปทำไม
จริงอยู่ตามประเพณีพรรคที่ได้เสียงข้างมาก มันสมควรได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้ายังคิดแบบนั้น บ้านเมืองก็ไม่สามารถเข้าสู่ความปกติได้ มันจะเกิดความร้าวฉานขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าเป็นความชอบธรรมแล้วมันยังเกิดกระแสรับกันไม่ได้แบบนี้ แล้วจะเลือกตั้งไปทำไม
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม,ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เมื่อการเมืองแบ่งขั้วเลือกข้าง บทบาทของพรรคขนาดกลางจึงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนาของ "บรรหาร ศิลปอาชา" ที่กำลังฉีกตัวเอง เสนอตัวเป็นทางเลือกที่สามสู่การเป็น นายกรัฐมนตรีคนกลางบนเขาควายของสองขั้ว สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กุนซือ "บิ๊กเติ้ง" อ่านสถานการณ์การเมือง ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะแหลมคมกว่าทุกครั้ง จะเห็นว่าสองพรรคใหญ่ต่างมุ่งมั่นมาก พรรคหนึ่งมีความปรารถนากลับมาให้ได้ขณะที่อีกพรรคต้องป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายกลับมา
"ฝ่ายที่อยากกลับมา ทุกคนก็รู้อยู่ว่ามีอะไรเป็นเดิมพัน เพราะสิ่งที่เดิมพันนั้นมันใหญ่ เขาจึงพยายามทุกหนทางตั้งแต่การวางตัวบุคคลที่เป็นนอมินีสั่งได้ คอนโทรลได้ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เขาคงประกาศของจริงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนที่อยู่ ฉะนั้นเขาต้องใช้สรรพสิ่งที่มีอยู่เพื่อให้เขากลับมาแก้ปัญหาตัวเองและปัญหาในพรรค"
แกนนำพรรคขั้วที่สามฟันธงถึงผลการเลือกตั้งว่า ยากที่สองพรรคใหญ่จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยคงไม่สามารถกวาดที่นั่งในภาคอีสานหรือภาคเหนือได้ 100% เพราะพรรคร่วมต่างก็หวังในพื้นที่เหล่านี้เช่นกัน ส่วนในกรุงเทพฯ และภาคใต้ก็ยังเป็นกระแสอย่างที่เห็น ถ้าไม่มีพรรคใดได้เกินกึ่งหนึ่ง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
โดยเฉพาะตัวแปรอย่างพรรคขนาดกลางที่จะเสนอตัวเป็น "คนกลาง" เพราะสังคมไม่ต้องการให้สองพรรคใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรี เกรงว่าปัญหาต่างๆ จะยังไม่จบ
"ถ้าไม่ถึงกึ่งหนึ่งจะมีตัวแปรเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะฝ่ายหนึ่งก็สุดขั้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็สุดขั้วเช่นกัน มันอาจมีพรรคกลาง พรรคที่สาม พรรคที่สี่ จะต้องขึ้นมาเพื่อเป็นตัวผ่องถ่ายว่า เฮ้ย...ลองดู คนนี้ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เป็นฝ่ายที่เป็นกลาง ก็อาจทำให้การเมืองมันคลี่คลายได้ ส่วนพรรคใหญ่อาจเข้ามาในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เป็นพรรคที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเจอแรงต้านแน่นอน"
"วันนี้สังคมอยากเห็นการเลือกตั้งเป็นทางออกและคาดหวังว่าจะนำไปสู่การปรองดองจริงๆ การเอาคนที่เป็นกลางมา บ้านเมืองก็อาจคลี่คลายได้เพราะที่ผ่านมาสังคมบอบช้ำมากพอแล้ว ไม่ควรให้ช้ำไปมากกว่านี้ ดังนั้นก็ควรมีทางออกอีกทางที่ประชาชนให้เลือก ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางตันหรอก มีทางออกเสมอ"
สมศักดิ์ บอกว่า ที่ผ่านมาสังคมลองถูกลองผิดมาแล้ว ครั้งแรกเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลก็คิดว่าการเลือกตั้งจะคลี่คลาย แต่ก็ไม่ใช่ เกิดม็อบปิดล้อมสนามบิน นำไปสู่การยุบพรรค พอยุบพรรคเสร็จ พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา แทนที่บ้านเมืองจะคลี่คลาย ปรากฏว่าเกิดการเผชิญหน้าสูญเสียเลือดเนื้อในเหตุการณ์ "เมษา-พฤษา" วันนี้ความปกติของบ้านเมืองยังไม่กลับมา เมื่อลองถูกลองผิดแล้วและยังไม่ใช่อีก มันก็อาจมีช่องทางที่สามขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปได้สูง
"พรรคที่สามจะต้องมีอย่างน้อย 30 เสียงขึ้นไปโดยต้องไปเชิญพรรคใหญ่พรรคหนึ่งเข้ามาร่วมรัฐบาล เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางสภา สูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุด"
แย้งไปว่า ไม่กลัวม็อบออกมาต้านหรือ เพราะฝ่ายเสื้อแดงประกาศว่า พรรคที่ชนะเลือกตั้งมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาลและต้องได้เป็นนายกฯ ถ้าไม่ได้เป็นบ้านเมืองจะวุ่นวายแน่ เจ้าตัวตอบหนักแน่น...วันนี้เราต้องตัดสินใจระหว่างความชอบธรรมกับความอยู่รอดของประเทศ
"จริงอยู่ตามประเพณีพรรคที่ได้เสียงข้างมาก มันสมควรได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้ายังคิดแบบนั้น บ้านเมืองก็ไม่สามารถเข้าสู่ความปกติได้ มันจะเกิดความร้าวฉานขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าเป็นความชอบธรรมแล้วมันยังเกิดกระแสรับกันไม่ได้แบบนี้ แล้วจะเลือกตั้งไปทำไม ทุกคนคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาเสียเงินหลายพันล้านเพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี"
"เสี่ยตือ" ย้ำว่า นักการเมืองต้องมีหิริโอตตัปปะ ต้องระลึกว่าประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว ดังนั้นต้องเลือกว่าระหว่างผลประโยชน์ของตัวเองที่เอาความชอบธรรมมาอ้างว่า "กูได้เสียงข้างมาก กูก็ยังถูลู่ถูกัง"กับความอยู่รอดของประเทศ ควรจะเลือกแบบไหน ถ้าทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มันควรจบได้แล้วและควรอาศัยสถานการณ์วิกฤตทางธรรมชาติมาสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยต้องมองความรู้สึกของคนและข้อเท็จจริงในสังคมด้วย
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ขั้วเดียวกับชาติไทยพัฒนาที่ชู อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ อีกสมัย และดูจะไม่ยอมให้พรรคที่สามอย่างชาติไทยพัฒนาหรือภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้ตัวนี้ สมศักดิ์ ตอบสั้นๆ แบบถนอมความเห็น "เป็นเรื่องปกติ ใครอยากเป็นรัฐบาลแล้วก็อยากเป็นรัฐบาลต่อ แต่นี่แหละที่จะทำให้การต่อสู้ครั้งนี้แหลมคม"
แกนนำพรรคตัวแปร ยังมองภาพรัฐบาลหน้าว่า จะเป็นรัฐบาลผสมแน่นอน แต่จะผสมกี่พรรคต้องดูตัวเลขหลังเลือกตั้ง และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเสถียรภาพรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา เพราะวันนี้นักการเมืองรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรมาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าทำงานด้วยความจริงใจต่อกันมันก็จะอยู่ยาว แต่ถ้าตรงกันข้ามมันไปไม่รอด
เขาบอกว่า หากนักการเมืองมีสปิริตและสำนึกที่ดีต้องปล่อยให้การดำเนินการทางการเมืองที่เกิดหลังจากการเลือกตั้งใหม่ หรือการมีรัฐบาลใหม่ดำเนินไประยะหนึ่งก่อนอย่างน้อยที่สุดคงเป็นปี จากนั้นค่อยว่ากันอีกครั้ง
วกถามถึงการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งที่ดูท่าจะดุเดือดขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะกลับประเทศไทยภายใน 3 เดือน นี่จะทำให้เกิดแรงต้านหรือไม่ และถ้าชาติไทยพัฒนาได้ร่วมรัฐบาลจะมีจุดยืนอย่างไร สมศักดิ์ มองว่า ตรงนี้น่าเป็นห่วง ถึงได้บอกว่าการต่อสู้จะรุนแรงแหลมคม เพราะมันมีเดิมพันสูง ฝ่ายหนึ่งต้องการอะไรเขาก็ส่งผ่านมาแล้ว ความจริงถ้าอยากเห็นบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ อดทนสักนิดไม่ได้หรือ ทำไมต้องมาเร่งเร้าขนาดนี้
ที่น่าห่วงอีกเรื่อง คือ การยุบสภายังไม่เริ่มขึ้น มีบางพรรคขึ้นป้ายหาเสียง โจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยคำพูด "จำทน-ล้มเหลว" แม้สมศักดิ์ไม่อยากเอ่ยชื่อพรรค แต่ก็รู้ว่าเป็นพรรคเพื่อไทยที่ออกเคมเปญ "5 ล้มเหลว 10 จำทน"ปูพรมถล่มรัฐบาลทั่วประเทศขณะนี้ "ผมว่ากำลังเป็นการนำระบบการเมืองที่เลวทรามต่ำช้าเข้ามาอีก เพราะเริ่มต้นด้วยการใส่ร้ายป้ายสีกันสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น แบบนี้เหมือนเป็นการไปทับถมเขา และมีการใส่ชื่ออภิสิทธิ์ไปด้วย ผมไม่ได้เข้าข้างประชาธิปัตย์น่ะ แต่อยากเห็นการเมืองในแนวทางสร้างสรรค์ ผมอยากกระตุกความรู้สึกของเพื่อนนักการเมืองด้วยกันว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะตอกลิ่มความแตกแยกให้เกิดขึ้น แบ่งแยกคนเป็นขั้วโน้นขั้วนี้"
"ทำไมคุณไม่พูดทางสร้างสรรค์บ้าง ว่าจะแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างไร ที่สำคัญต้องเคารพประชาชน ต้องรู้ว่าประชาชนไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณคิด ว่าจะกรอกข้อมูลอะไรไปก็ได้ ประชาชนเขามีวิจารณญาณแยกแยะได้เพียงแต่เขาไม่ได้พูดหรือแสดงออกเหมือนนักการเมืองเท่านั้น"
สมศักดิ์ บอกว่า เขาชื่นชมพรรคไทยรักไทยที่สู้ด้วยนโยบายเมื่อปี 2544 ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นกุนซือของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ยอมใช้จุดนี้มาเป็นยุทธศาสตร์ต่อสู้
"การเมืองเขาแพ้ชนะกันที่นโยบาย ไม่ใช่ตัวคน อย่างพวกนกแล พรรคไทยรักไทยยังได้เลย มันต้องรู้จักสรุปบทเรียน แต่วันนี้มาอะไรก็ไม่รู้ มาอย่างนี้ก็ไม่มีทาง ถ้าผมอยู่เพื่อไทยผมต้องกระตุกแล้ว"
เจ้าตัวทิ้งท้ายเสนอตัวเป็นทางเลือกประสานรอยร้าวฝ่ายค้าน รัฐบาล อีกครั้ง
"เราต้องอย่าเริ่มต้นด้วยความอาฆาตมาดร้ายระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ฝ่ายค้าน รัฐบาล ต้องรักกันแล้วมาช่วยกัน ถ้าเราต่างทำร้ายกัน ประชาชนก็จะไม่มามองที่นักการเมือง ฉะนั้นถึงเวลาที่จะต้องมาทำการเมืองใหม่ให้ดีขึ้น"
'เสธ.หนั่น-ชุมพล' ปรองดองได้
เมื่อเสนอตัวเป็นทางเลือกที่สาม และใครที่จะมาเป็นนายกฯ ในนามพรรคร่วมหรือของชาติไทยพัฒนา นี่เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้มากที่สุดหรือจะเป็น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์แกนนำพรรคที่ชูให้เป็นนายกฯคนกลาง หรือจะมี "ม้านอกสายตา"สมศักดิ์ไม่ตอบชัด บอกสถานการณ์อย่างนี้พูดกลางๆ ไว้ก่อน แต่ยืนยันมีแน่นอน
"ลักษณะของพรรคเรา ไม่ว่าจะเป็น เสธ.หนั่น หรือท่านชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค มีแนวทางของความปรองดองที่เราสามารถทำงานได้กับทุกพรรค เราไม่เคยเพาะศัตรู เราทำงานได้กับทุกฝ่าย ยามเป็นฝ่ายค้านเราก็ยืนหยัดอยู่กับประชาธิปัตย์ เมื่อมาเป็นรัฐบาลร่วมกับพลังประชาชนเราก็ร่วมหัวจมท้ายจนพรรคถูกยุบไปทั้งคู่ เราไม่เคยทรยศ ไม่เคยหักหลังใคร ฉะนั้นมันทำให้เรามีมิตรมากกว่าศัตรู ชาติไทยพัฒนามีสัจจะ ตกลงอะไรกับใครไว้ไม่มีบิดพลิ้วไม่เบี้ยว เลยทำให้เรามีมิตรตลอด"
คุณสมบัติของ "ผู้นำรัฐบาล"ควรเป็นอย่างไร แกนนำพรรคขั้วที่สามไล่เรียงสเปกว่า ต้องกล้าตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาบ้านเมืองในวันนี้ เช่น ปัญหาสินค้าราคาแพง การทุจริตคอร์รัปชัน ต้องมีคุณธรรมและวิสัยทัศน์ พูดแล้วต้องทำ ซึ่งในแวดวงการเมืองไทยไม่เคยด้อยคนมีความรู้ความสามารถ เพียงแต่เขาจะมีโอกาสหรือไม่เท่านั้น
"อย่าให้ผมไปเอ่ยเลยว่าเป็นใคร มันมีอยู่แล้วในวงการเมือง คนนั้นต้องมีคุณความดีงาม ความเชื่อที่สั่งสมในสังคมด้วย"
จะมีเซอร์ไพรส์?...สมศักดิ์ถ่อมตัว "พรรคนี้เป็นพรรคขนาดกลาง คงดำเนินไปเพื่อให้ระบบอยู่ได้ เราไม่มีปัจจัยไปดึงดูดคนให้มามากมาย เราก็พยายามรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วและจะเชิญคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาเป็นนักการเมืองในสถานการณ์แบบนี้ ส่วนจะทำได้แค่ไหนคงอยู่คนที่เราไปเชิญว่ามีอุดมการณ์ตรงกับเราหรือไม่
แล้วจะเชิญมาเป็นผู้นำเลยหรือไม่? ..."แค่เชิญมาทำงานทางการเมืองร่วมกัน ส่วนเรื่องความเป็นผู้นำมันเร็วเกินไป เพราะอยู่ๆ เราไม่ได้สถาปนาได้ด้วยตัวเอง การเป็นผู้นำต้องเกิดจากสมาชิกในพรรคและสังคมที่ต้องยอมรับ"
สมศักดิ์ บอกว่า พรรคชาติไทยพัฒนาไม่หวังอะไรมากกับจำนวนที่นั่งเพราะเป็นพรรคขนาดกลาง ครั้งที่แล้วก็ได้ สส. 35 ที่นั่ง หลังยุบพรรคเหลือ 25 เสียง ก็อยู่กันอย่างนี้ ไม่มีปัจจัยเกื้อหนุน หมายถึงไม่มีกระแสหรือไม่มีกระสุน? สมศักดิ์ยิ้มก่อนย้อน "อันนี้คุณพูดเองน่ะ"
ส่วนการร่วมงานกับภูมิใจไทยที่สองพรรค "เนวิน ชิดชอบ"กับ "บิ๊กเติ้ง"จับมือกันเหนียวแน่น เขาบอกว่า คงไม่ถึงขั้นต้องลงสัตยาบัน เพราะสัตยาบันไม่สำคัญเท่าสัจจะ
"เราคุยกันด้วยความเชื่อใจกันนะ เพราะแนวทางเราตรงกัน ตั้งแต่การผลักดันให้มีการนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"
ถ้าร่วมรัฐบาลทั้งสองพรรคต้องไปด้วยกันไหม? ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงตอบไม่ได้ การเมืองไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัว เพียงแต่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้กัน
ยิงคำถามอีกครั้ง การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจเห็นนายกฯ มาจากพรรคขนาดกลางเหมือนสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี18 เสียง แต่ได้เป็นนายกฯ
"ก็เป็นไปได้ อย่างที่บอกไง ลองถูกลองผิดกันมาแล้วก็คงต้องลองอีกทางหนึ่ง แต่ต้องมีตัวบุคคลที่ดีน่ะ พอรับกันได้ และได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นก็มีโอกาสเกิด ไม่ใช่เอาใครขึ้นมาก็ไม่รู้ แบบนี้แย่แน่ ผมบอกว่าถ้าเอาประเทศเป็นตัวตั้ง มันไปได้ นักการเมืองก็ต้องรู้ว่าคนแบบไหนที่ควรขึ้น"
อำนาจกับแฝงทักษิณ
แม้ว่า สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จะถูกตัดสิทธิเว้นวรรค 5 ปี จากคดียุบพรรคชาติไทย แต่บรรยากาศที่ไม่ขึงตึงเหมือนแต่ก่อน ทำให้บรรดานักการเมืองที่ติดโทษแบนรุ่น 111 และ 109 ได้ออกมาหายใจแสดงมุมมองเบื้องหน้าได้บ้าง
สมศักดิ์มองความขัดแย้งทางการเมืองว่าต้องยอมรับความจริงวันนี้ประชาธิปไตยมันไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ยังมีอำนาจแฝงอยู่ ทำอย่างไรถึงจะให้อำนาจแฝงเชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชน ถ้าอำนาจแฝงเกิดความเชื่อมั่น ประเทศก็จะก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ
"เวลาบ้านเมืองกำลังจะไปสู่จุดที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ 100% จะเกิดจุดหักเหตลอด เช่น เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ฉบับ 2540 ต่อมาในปี 2544 เราได้รัฐบาลเข้มแข็งมีนโยบายที่ดี แต่พอไม่นานอะไรก็เริ่มเปลี่ยนผ่านเพราะคนที่คุมกลไกอำนาจรัฐมันเปลี่ยนไป พอมันเปลี่ยนก็ทำให้อำนาจที่มองไม่เห็นมีความเป็นห่วงบ้านเมือง จึงต้องดึงเอาอำนาจกลับมา แต่การดึงเอากลับมาก็ทำให้ประเทศถอยหลังเยอะวันนี้ก็เชื่อว่า อำนาจแฝงเขาก็รู้ตัว ไม่มีอะไรมาเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสากลไปได้ ทุกคนต้องปรับตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกคนต้องให้ความรู้ที่ดีกับประชาชน สร้างความเข้มแข็งและความเข้าใจให้กับประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อย่างฝ่ายการเมืองก็ปรับตัวน่ะถ้าไม่ปรับก็อยู่ไม่ได้เหมือนเป็นไดโนเสาร์ตกขอบอย่างที่เห็นกันอยู่
ที่สุด "เสี่ยตือ" เชื่อว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินอยู่ขณะนี้คลายตัวไปสู่ทิศทางที่ดีประชาชนเริ่มตระหนักในบทบาทภาระหน้าที่ของตัวเอง มีความรู้สึกในการเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของรัฐบาลมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ยอมปรับตัวสังคมก็จะพิพากษาลงโทษ สุดท้ายจะทำให้ประเทศถอยหลัง
ปม "ทักษิณ" จะวนเวียนอีกนานหรือไม่?ผมตอบแทนคุณทักษิณและคนใกล้ชิดเขาไม่ได้ความจริงสังคมไทยให้ความเป็นธรรม และเป็นสังคมเอื้ออาทรที่มีความกรุณากันอยู่แล้ว เพียงแต่บางคนเอาความอาฆาตแค้นส่วนตัวเข้ามาใส่มากไป
สมศักดิ์มองการต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าบางครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนจะละวาง แต่บางครั้งพอได้ฟังข้อมูลอะไรมาก็เกิดแรงฮึกเหิมขึ้นมาอีก คนที่อยู่รอบข้างหวังได้ประโยชน์ก็บอกว่าเอานะเที่ยวนี้กลับมาอย่างนี้ ความจริงคนไทยพร้อมที่จะให้อภัยอยู่แล้ว ไม่ใช่อยากให้คนที่มีความรู้ต้องระหกระเหินไปอยู่ข้างนอก แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมองว่า ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเรียกหาความเป็นธรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งหมดจึงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะเอาอย่างไร เอาเรื่องส่วนตัวหรือเอาประเทศเป็นตัวตั้งก็แค่นั้น
"นักการเมืองต้องรู้ว่า คนประเภทไหนที่ควรจะขึ้นมาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างนี้ แต่ถ้าไปคิดเอาตามใจตัวเอง เช่น กูเอาคนนี้เพราะคอนโทรลได้ คนนี้มาเป็นนอมินีได้แน่ๆอย่างนี้ไปไม่ได้"







