
ระบบราชการไทยต้องไม่ไร้ทิศทาง
เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475
เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475
โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร
ถือได้ว่า “ระบบราชการ” มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศมาจนถึงทุกวันนี้
ถึงแม้การเมืองการปกครองของไทยที่เปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะ 79 ปีที่ผ่านมาจะยังมีทิศทางไม่ชัดเจนนัก แต่ระบบราชการของไทยก็ยังเป็นหลักของประเทศในการบริหารงานราชการแผ่นดิน
รวมทั้งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทยทุกวันนี้ ก็ถือได้ว่าระบบราชการไทยมีส่วนสำคัญในการวางนโยบายและแผน เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารราชการให้ฝ่ายการเมือง
ที่เห็นได้ชัด คือกลไกในการบริหารเศรษฐกิจของบ้านเมือง เกิดขึ้นจากผลงานการวางแผน การวางกฎเกณฑ์ การกำกับดูแลจากข้าราชการแทบทั้งสิ้น
จากตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท ก็จะพบว่างบประมาณบุคลากร หรืองบประมาณที่ใช้จ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนข้าราชการและลูกจ้างสูงถึง 495,979.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 24 ของงบประมาณแผ่นดิน และหากบวกงบประมาณดำเนินการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารราชการจำนวน 234,206.9 ล้านบาท เข้าไปแล้ว 2 ส่วนนี้รวมกันจะมีจำนวนสูงถึง 730,186.60 ล้านบาท หรือร้อยละ 35.3 ของงบประมาณประเทศ
หากเปรียบเทียบกับงบลงทุนของประเทศ พบว่ามีเพียง 240,961.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.6 เท่านั้น ก็หมายความว่า เงินได้จากภาษีของประชาชนถูกนำไปเป็นเงินเดือนของข้าราชการในสัดส่วนที่สูงมาก
ในระยะหลังระบบราชการถูกกล่าวหาว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะประสิทธิภาพของข้าราชการถดถอยลงมาก การสร้างระบบการพิทักษ์คุณธรรม หรือ “Guarantee of merit system” ในอดีตทุกวันนี้กลับลดน้อยถอยลง จนพูดได้ว่า “ตกต่ำถึงขีดอันตราย” มีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงมากมาย นอกจากนั้นยังถูกซ้ำเติมจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาทำลายระบบคุณธรรมอีกด้วย
คำถามที่ถูกยกขึ้นอยู่บ่อยครั้งคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพของข้าราชการและการบริการประชาชน
ในต่างประเทศอย่างสหรัฐ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยกล่าวว่า สหรัฐต้องการระบบราชการที่ทำงานดีขึ้น ใช้งบประมาณน้อยลง และที่สำคัญเห็นว่าระบบราชการในศตวรรษที่ 20 ไม่สามารถตอบสนองความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และบริการประชาชนในศตวรรษที่ 21 ได้
สถานการณ์ใหญ่ 2 เรื่องที่ผ่านมา คือ เหตุการณ์ถล่มเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของฝ่ายการข่าวและความมั่นคงของสหรัฐ กับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
อาจถือได้ว่าทั้งสองกรณีนี้ ระบบราชการของสหรัฐไม่มีความพร้อมในการรองรับ มีมาตรการป้องกัน หรือมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
ในทางตรงกันข้ามที่น่าสนใจคือ สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกเวลานี้ กลับมีระบบราชการที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งที่เหมาะกับสถานการณ์ และสามารถขับเคลื่อนประเทศให้เจริญเติบโตได้
เริ่มตั้งแต่นโยบายเปิดประเทศของ “เหมาเจ๋อตุง” สู่ยุคของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ที่ประกาศใช้นโยบาย 4 ทันสมัย เป็นนโยบายแห่งการสร้างประเทศให้ทันสมัย 4 ประการ ประกอบด้วย การพัฒนาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยพัฒนาให้จีนกลายเป็นประเทศแนวหน้าในด้านการค้าและการลงทุน
หลังจากยุค “เจียงเจ๋อหมิน” จนถึง “หูจิ่นเทา” ประเทศจีนก็ค่อยๆ ปรับแนวทางเข้าสู่รูปแบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในทุกวัน ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จำนวนคนยากจนลดลงและมีกำลังซื้อมากขึ้น
ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจจีน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความเข้มแข็งของระบบราชการจีนเอง ที่ภาครัฐได้สร้างกลไกในการสร้างกฎระเบียบสำหรับควบคุมการดำเนินงานของข้าราชการที่เข้มงวด
จีนจริงจังกับการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมากประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ถึงกับกล่าวว่า การต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันในหมู่ข้าราชการเป็นเรื่อง “ความเป็นความตายของพรรค” เพราะเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและบ้านเมือง
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลจีนได้ออกกฎให้เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่บริษัทของรัฐระดับกลางขึ้นไป ต้องแจ้งข้อมูลเงินเดือน รายได้จากแหล่งอื่นๆ คู่สมรส หากไม่ปฏิบัติตามมีโทษตั้งแต่ถูกตำหนิ ถูกปลด ลงโทษทางวินัยอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้ จีนมีการลงโทษข้าราชการที่ทุจริตรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ผู้อำนวยการสำนักงานอาหารและยา เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในข้อหาอนุมัติยาปลอมที่เป็นอันตรายเพื่อแลกกับเงินสินบน
เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แถลงผลการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันว่า ทางการจีนได้ดำเนินคดีกับข้าราชการที่กระทำผิดวินัยกว่า 1.15 แสนคดี ตัดสินคดีไปแล้วกว่า 1 แสนคดี
ผู้กระทำผิดวินัยที่ถูกลงโทษมีกว่า 106,600 คน ข้าราชการที่ถูกลงโทษเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนกว่า 8.5 หมื่นคน คิดเป็นร้อยละ 0.11 ของจำนวนสมาชิกพรรคทั้งหมด ในจำนวนดังกล่าวมีกว่า 2,200 คน ถูกขับออกจากพรรค และถูกส่งตัวไปยังหน่วยงานยุติธรรมเพื่อดำเนินคดี
ผลของการปราบปรามใหญ่นี้ ทางการจีนประกาศว่า ได้กอบกู้ผลเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติได้มากกว่า 4,440 ล้านหยวน
จะเห็นได้ว่าระบบราชการของจีนที่มีความแข็งแรงเช่นนี้ ทำให้การแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประเทศมีการพัฒนามาตามลำดับ
สำหรับระบบราชการของไทยเวลานี้ ถือว่าอยู่ในวิสัยที่ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ปัญหาของการพัฒนาระบบราชการไทยมีหลายเรื่องที่รับรู้กันมานาน แต่ผมคิดว่ามีเพียง 2 เรื่องใหญ่ที่ต้องทำก่อน คือ การนำระบบคุณธรรมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจกลับคืนมาอีกครั้ง และจัดการกับการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง การปรับเงินเดือนข้าราชการ ไม่ใช่แนวทางการแก้ไข จึงเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
เมื่อการพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ และมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับตัวเองรับกับความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลกด้วย เมื่อนั้นเศรษฐกิจของประเทศมั่นคงแข็งแรงขึ้น เงินเดือนข้าราชการก็จะถูกปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปเอง
คนดีมีคุณภาพจะกลับเข้ามารับราชการกันอีกครั้ง เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหลายสิบปีมาแล้ว
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผมไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องลอกแนวทางของประเทศจีน หรือส่งเสริมให้ข้าราชการไทยทำตามแบบอย่างของจีน เพียงแต่ชี้ให้เห็นตัวอย่างความสำเร็จเท่านั้น
ที่อยากจะเห็นคือ ฝ่ายการเมืองต้องเลิกเข้าไปแทรกแซงทำลายระบบคุณธรรม และข้าราชการเองก็ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนตั้งอยู่บนความสุจริต ยุติธรรม สร้างระบบให้บริการประชาชน รักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง
ทุกวันนี้สหรัฐได้เรียนรู้แล้วว่า ระบบราชการของเขาเริ่มล้าสมัย และกำลังปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
ส่วนจีนก็ได้ปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการและพัฒนาประเทศ จนเศรษฐกิจขยายตัวเป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว สำหรับประเทศไทย จะพัฒนาระบบราชการอย่างไรให้ทันสมัยอีกครั้ง ไม่ไร้ทิศทางอย่างปัจจุบัน ผมอยากตั้งคำถามและจะรอคำตอบ







