posttoday
พญามังกรจุกเงินเฟ้อขึ้นดอกสกัดหายนะ

พญามังกรจุกเงินเฟ้อขึ้นดอกสกัดหายนะ

08 เมษายน 2554

เป็นอีกครั้งที่จีนตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เป็นอีกครั้งที่จีนตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ


เป็นอีกครั้งที่จีนตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างเหนือความคาดหมายและอย่างเงียบกริบ เพื่อสยบกระแสเก็งกำไรในตลาดและเพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลของนักลงทุน กลยุทธ์นี้จีนใช้เป็นแนวทางหลักโดยตลอด จนยังผลให้นักลงทุนไม่สามารถจับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของจีน เพื่อหวังผลทางธุรกิจได้ง่ายดายเหมือนอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นๆ

แต่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด มีนัยที่มากกว่าการสยบกระแสเก็งกำไรของนักลงทุน

 

พญามังกรจุกเงินเฟ้อขึ้นดอกสกัดหายนะ

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดปรับขึ้นมา 0.25% มาอยู่ที่ 3.25% สำหรับอัตราเงินฝาก และ 6.31% สำหรับอัตราเงินกู้เป็นไปตามกลไกการป้องกันตัวจากภาวะเงินเฟ้อ หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อช่วงเดือน ก.พ. ปรับขึ้นมาถึง 4.9% ยิ่งดีดตัวไกลจากเส้นตายที่ 4% มากยิ่งขึ้น เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานแพงขึ้นอย่างไม่มีวี่แววจะบรรเทาลง

หากมองอย่างผิวเผินจะเห็นว่า จีนกำลังติดอาวุธด้านนโยบายเข้าต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างเต็มกำลัง เพราะการละเลยกับเงินเฟ้อเคยสั่นคลอนความมั่นคงภายในประเทศมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจลาจลประท้วงอาหารแพงที่เคยลุกลามไปทั่วประเทศเมื่อปี 2550

แต่จีนยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่สภาพคล่องกำลังล้นเอ่อจากกระแสเงินกู้ที่สูงจนเกินพอดี

สถานการณ์ในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนทำให้นักวิเคราะห์เสียงแตก บ้างเชื่อว่าจีนสามารถควบคุมได้เพียงระดับหนึ่ง บ้างว่าจีนจะแก้ปัญหานี้ได้ บ้างก็ว่าโป่งพองจนใกล้แตก

ส่วนที่เชื่อว่าจีนจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ชี้ว่า ระดับของการปล่อยดอกเบี้ยให้ปรับสูงขึ้นมีจังหวะจะโคนที่พอเหมาะ โดยให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อมากกว่าการคุมตลาดทุน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในตลาดทุนไม่รุนแรงมากนัก

อัตราดอกเบี้ยของจีนปรับเพิ่มเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว โดยปรับขึ้นมาจาก 5.31% มาอยู่ที่ 5.56% ต่อมาในเดือน ธ.ค. ปรับขึ้นมา 5.69% หลังจากนั้นปรับเพิ่มต่อเนื่อง มาหยุดพักเมื่อเดือน ก.พ. และ มี.ค.

ช่วงที่หยุดพักการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกี่ยวข้องกับอัตราเงินเฟ้อช่วงเดือนก่อนหน้านี้ที่ปรับลงมา 4.60% เมื่อเดือน ธ.ค. 2553 และ 4.90% เมื่อเดือน ม.ค. 2554 จากที่เคยสูงถึง 5.10% เมื่อเดือน พ.ย. 2553

ที่ชวนให้สังเกตอีกประการคือ การขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้งขึ้นเพียงเล็กน้อยเพียง 0.25% ซึ่งไม่กระทบต่อการขอกู้ ขณะเดียวกันก็สามารถสะกดเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง

การปล่อยอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมด้วยมาตรการจำกัดปริมาณการปล่อยเงินกู้ ถือเป็นนโยบายที่ค่อนข้างชาญฉลาด เพราะไม่ถือเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่าจนเกินไป เพราะจีนยังจำเป็นต้องขยายตัวอย่างคึกคักในช่วงเวลาที่มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐและญี่ปุ่นยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

จีนยังมีความได้เปรียบจากการถ่วงสมดุลในตลาดด้วยไม้แข็งและไม้อ่อน เพราะจีนบงการ นโยบายเศรษฐกิจโดยรัฐแบบรวมศูนย์ จึงไม่มีปัญหารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางไม่กินเส้นกัน ทำให้นโยบายมีความเป็นเอกภาพ

ที่สำคัญก็คือ จีนยังตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนต่ำกว่าความเป็นจริง

ท่าทีดื้อดึงของจีนที่จะตรึงค่าเงินหยวนต่อไป มีส่วนช่วยเสริมภาคส่งออก ในกรณีที่เกิดภาวะช็อกขึ้นในตลาดภายในจากภาวะฟองสบู่แตก เศรษฐกิจในส่วนนี้จะยังเคลื่อนที่ต่อไป โดยที่อัตราการขยายตัวจะปรับลงเล็กน้อย และจีนจะเสียเวลาพัฒนาตลาดภายในใหม่อีกครั้งเท่านั้น

ล่าสุด การใช้นโยบายค่าเงินหยวน “เชิงดื้อดึง” ยังผลให้นานาประเทศเอาเยี่ยงอย่างอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ว่า ค่าเงินในเอเชียเริ่มอ่อนลง หลังเกิดกระแสคาดการณ์ในหมู่นักลงทุนว่า บรรดาธนาคารกลางในภูมิภาคนี้จะใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อกดค่าเงินให้อ่อนลง เพื่อกระตุ้นภาคส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม การลดค่าเงินหรือตรึงค่าเงินให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาเงินเฟ้อ ประเทศที่ใช้มาตรการดังกล่าวจะต้องแบกรับต้นทุนนี้อย่างหนักหน่วงเช่นกัน นั่นคือ การขึ้นดอกเบี้ยที่อาจบั่นทอนการลงทุนภายใน

โดยส่วนลึกแล้ว จีนไม่ปรารถนาจะใช้นโยบายการเงินที่ตึงเกินไป ในช่วงเวลาที่สหรัฐยังไม่ฟื้นเต็มที่ ส่วนญี่ปุ่นที่ทำท่าจะดีวันดีคืน กลับย่ำแย่ลงอย่างเหนือความคาดหมาย

ที่สำคัญก็คือ มาตรการเชิงรุกเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณปล่อยเงินกู้โดยธนาคารในจีนปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.35 แสนล้านหยวน จากตัวเลขช่วงเดือน ม.ค. ที่สูงถึง 1.04 ล้านล้านหยวน ส่วนราคาที่ปักอาศัยใน 70 เมืองใหญ่ทั่วจีนปรับลดลงเช่นกัน

ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นสูงกว่าเป้าที่กำหนดไว้ แต่หากปรับเพิ่มไม่สูงไปกว่า 5% หรือยังไม่สูงกว่าอัตราปรับเพิ่มของค่าแรง ก็มีแนวโน้มที่จีนจะพักการขึ้นดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน ซึ่งมีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อช่วงเดือน มี.ค. จะปรับขึ้นมาอีก โดยการที่จะทราบว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า

กระนั้นก็ตาม หากพิจารณาจากประสบการณ์เมื่อปีที่แล้ว ที่เงินเฟ้อเดือน พ.ย. ที่พุ่งขึ้นมาถึง 5.10% สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 3% ก็สามารถใช้เป็นมาตรฐานได้ว่า จีนจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างหนักมือ หากเงินเฟ้อไม่เกินเส้นตายมากกว่า 2%

ด้วยตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง รวมถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจยิ่งมีโอกาสสูงที่การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายในรอบหลายเดือน

จนกว่าเงินเฟ้อจะออกฤทธิ์ เกินกว่าจะจัดการอย่างเบามือได้อีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท