
ราชวงค์จักรี
6เม.ย. เป็นวันจักรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์จักรีที่ยืนยาวมานาน 200 กว่าปีแล้ว
6เม.ย. เป็นวันจักรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์จักรีที่ยืนยาวมานาน 200 กว่าปีแล้ว
โดย..ภูมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
6เม.ย. เป็นวันจักรี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์จักรีที่ยืนยาวมานาน 200 กว่าปีแล้ว ราชวงศ์จักรีได้ผ่านวิกฤตมามากมายจากภัยคุกคามนอกประเทศ และภัยคุกคามในประเทศ พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีได้นำสยาม หรือไทยผ่านวิกฤตมาได้ทุกครั้งด้วย พระปรีชาสามารถและการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถูกจังหวะ ถูกเวลา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศชาติเป็นสำคัญ
พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี มีคุณูปการอันใหญ่หลวงหาที่เปรียบมิได้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 ผู้สถาปนาราชวงศ์จักรี และเป็นช่วงที่สร้างความมั่นคงแข็งแกร่งให้กับประเทศ เมื่อบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย รัชกาลที่ 2 ได้สร้างงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกมายังลูกหลานจนถึงปัจจุบัน
รัชกาลที่ 3 ส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศจนบ้านเมืองร่ำรวย มีเงินมากมายในท้องพระคลังที่สามารถนำมาแก้วิกฤตของชาติได้ส่วนหนึ่งในเวลาต่อมา ช่วงที่ราชวงศ์จักรีเผชิญวิกฤตมากที่สุดคงเป็นช่วงการขยายตัวของลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ในหลวงรัชกาลที่ 3 จากประสบการณ์ในการค้าขายกับต่างประเทศ ทรงเห็นแนวโน้มนี้ได้ล่วงหน้าและทำนายเหตุการณ์ในอนาคต หรือทำ “ประมาณการข่าวกรองแห่งชาติ” ได้ถูกต้องแม่นยำ ด้วยพระราชดำรัสสั้นๆ ที่ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปศึกญวนพม่าเห็นจะไม่มีอีกแล้ว แต่จะมีศึกจากฝรั่งแทน
นอกจากทรงทำนายสถานการณ์อย่างถูกต้องแม่นยำแล้ว รัชกาลที่ 3 ยังทรงกำหนดบุคคลที่เห็นว่ามีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะสู้กับภัยคุกคาม อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและนำพาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยได้ ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างของการปกครองที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ที่นักการเมืองและผู้ปกครองควรศึกษา
รัชกาลที่ 4 ซึ่งถูกกำหนดให้นำพาชาติบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤต เพราะทรงรอบรู้ภาษาและกิจการของชาติตะวันตกและลัทธิล่าอาณานิคมเป็นอย่างดี ทรงกำหนด “ยุทธศาสตร์” และ “แผนปฏิบัติการ” ไว้ เพื่อไม่ให้อังกฤษและฝรั่งเศสอ้างหาเหตุได้
ชาติเผชิญวิกฤตมากที่สุดในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ฝรั่งเศสจ้องที่จะเอาไทยเป็นเมืองขึ้นให้ได้ พระมหากษัตริย์ไทยได้วิเคราะห์พลังอำนาจของไทยในปัจจุบันและอนาคตเปรียบเทียบกับของนักล่าอาณานิคมว่า อำนาจทางทหารของไทยไม่อาจเปรียบเทียบกับศักยภาพของอังกฤษและฝรั่งเศสได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มาตรการทางการทูต ซึ่งเป็นการเพิ่มมิตร ลดศัตรู ดึงรัสเซียหรือเยอรมนี รัสเซีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจตะวันตกมาถ่วงดุลอำนาจกับฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม หมาป่าฝรั่งเศสก็ยังตั้งหน้าหาเรื่องกับไทยต่อไป แม้ว่าอังกฤษและฝรั่งเศสตกลงที่จะให้ไทยเป็นกลางแล้วก็ตาม ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 ต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไว้ ประหนึ่งยอมเสียแขนขาเพื่อรักษาชีวิต ทำให้ไทยรอดมาได้อย่างเฉียดฉิว
ช่วงเวลาในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นเรื่องของการสร้างชาติ ทำไทยให้เป็นรัฐอธิปไตยสมัยใหม่ ทรงเลือกจังหวะที่พอดีในการทำให้ไทยเป็นที่รู้จักของโลกหลังจากส่งทหารไปร่วมกับพันธมิตรก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อจำเป็นต้องเลือกข้างพระองค์ท่านก็เลือกข้างได้อย่างถูกต้อง
แม้ว่าในรัชกาลที่ 7 เตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไว้แล้ว โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศออกแบบและวางแผนให้ แต่ไม่ทันใจทหารและพลเรือนนักเรียนนอกจากฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งได้ปฏิวัติยึดอำนาจ แถลงการณ์ฉบับแรกโจมตีราชวงศ์จักรีอย่างเสียหายไม่มีชิ้นดี ราชวงศ์จักรีในช่วงนี้ตกอยู่ในห้วงอันตราย เพราะกลุ่มคนที่ยึดอำนาจมีความคิดสถาปนาสาธารณรัฐ แต่ยังมีคนอื่นไม่เห็นด้วย จึงต้องออกมาในรูปประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ภัยคุกคามต่อราชวงศ์จักรีที่ถือว่ารุนแรงที่สุด คือ การลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 อย่างโหดเหี้ยม แม้ว่าผู้มีอำนาจขณะนั้นพยายามบิดเบือนข้อมูล ปล่อยข่าวลือต่างๆ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น พยายามป้ายสีบุคคลอื่น รวมทั้งยังคุกคามต่อพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ผู้มีอำนาจในขณะนั้นและชุดต่อมายังแสดงท่าทีท้าทาย ไม่เคารพเทิดทูนต่อสถาบันสูงสุด บางครั้งยังแสดงท่าทีคุกคามอย่างเปิดเผย จนกระทั่งถึงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งล้มอำนาจเก่าต้องออกปกป้อง คุ้มครองสถาบันนับแต่นั้นมา
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงงานหนักตั้งแต่ขึ้นครองราชย์เพื่อ “ประโยชน์สุข” ของประชาชน จนผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระนั้นก็ตามยังมีคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของอำนาจทางการเมืองเก่าได้กระทำการบ่อนทำลายสถาบันทั้งทางตรงและทางอ้อม ตีวงล้อมโอบกระชับและหาทางล้มราชวงศ์ในที่สุด ผ่านการนำเสนอรูปแบบต่างๆ
ทั้งโรมานอฟโมเดล ปารีสโมเดล เนปาลโมเดล สีหมุนีโมเดล สวีเดนโมเดล เป็นต้น มีการโจมตีพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรง หยาบคาย ผ่านสื่อประเภทต่างๆ ทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุชุมชน ใบปลิว ใช้สีพ่น แผ่นซีดี และวีซีดี ใช้ “การประชุมเชิงวิชาการ” หลอกด่าสถาบัน บางทีไม่พูดตรงๆ เพื่อเลี่ยงกฎหมาย แต่คนดู คนฟัง คนอ่าน ก็พอเข้าใจว่าหมายถึงอะไร
ราชวงศ์จักรีได้ปรับตัวเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ตามพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันที่ว่า “เจ้าต้องรับใช้ประชาชน” เจ้าทุกพระองค์จึงต้องทรงงานหนัก เพื่อราชวงศ์จักรีและประชาชนจะอยู่คู่กันไปตราบนานเท่านาน







