posttoday
อุบัติเหตุสงกรานต์

อุบัติเหตุสงกรานต์

07 เมษายน 2554

อุบัติเหตุกับเทศกาลหยุดยาวเป็นของคู่กัน

อุบัติเหตุกับเทศกาลหยุดยาวเป็นของคู่กัน

โดย..อรุณ จิรชวาลา

 
อุบัติเหตุกับเทศกาลหยุดยาวเป็นของคู่กัน สงกรานต์ทีไรประเทศไทยเหมือนโดนสึนามิขนาดย่อมๆ ถล่มทุกที คือจะต้องมีคนตายนับร้อย

แต่เราก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น รัฐบาลก็พยายามเท่าที่จะทำได้ โดยทุกปีก็ตั้งเป้าให้ตายน้อยลง ซึ่งก็สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เพราะวิธีการก็คล้ายๆ กันทุกปี คือรณรงค์ให้ เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ ขับช้าๆ รวมทั้งตั้งด่านตรวจและสกัดจับ เป็นต้น

ปัญหาพื้นฐานจริงๆ เราไม่ได้มีการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับตัวยานพาหนะที่ใช้เดินทาง ที่นับวันดูเหมือนจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น

อันดับหนึ่งที่ครองแชมป์ตลอดกาลคือ รถจักรยานยนต์ เพราะนอกจากจะมีล้อเพียง 2 ล้อ ซึ่งทำให้มักจะเกิดปัญหาในการทรงตัวแล้ว การเอาเนื้อไปหุ้มเหล็ก เมื่อเกิดอะไรขึ้น เนื้อก็ต้องบุบสลายก่อนเป็นธรรมดา

ประเทศไทยมีตลาดรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่มาก ยอดขายแต่ละปีนับล้านคัน และยิ่งนับวันจะมีจำนวนจักรยานยนต์บนท้องถนนมากขึ้น ซึ่งในมุมมองด้านเศรษฐกิจต้องถือว่าเป็นสิ่งดี เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน กล่าวคือเมื่อระดับรายได้สูงขึ้น แทนที่จะใช้กำลังขาในการปั่นจักรยาน ก็ให้เครื่องยนต์ทำหน้าที่แทน

หากคิดได้เช่นนี้ และใช้ตรรกะนี้ในการออกกฎหมายควบคุมการจำหน่ายและการใช้จักรยานยนต์ ปัญหาอุบัติเหตุที่ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายและทุกขภาพก็จะมีน้อยลง เช่นอาจจำกัดเครื่องยนต์ให้มีกำลังต่ำ เร่งสูงสุดได้ไม่เกิน 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดจนจำกัดการใช้ในการเดินทางไกล เช่น ห้ามขับขี่ข้ามจังหวัดหรืออำเภอใกล้เคียง เป็นต้น

สำหรับนักบิดและเศรษฐีที่ชอบสะสมของเล่นความเร็วสูง ก็อาจมีประเภทพิเศษให้ขึ้นทะเบียน แต่ราคาควรจะแพงมาก ค่าจดทะเบียนรายปีสูงขึ้น และเจ้าของรถมีความรับผิดชอบมากขึ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญาในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

อันดับต่อมาคือ การโดยสารในกระบะของรถปิกอัพ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนี้มากนัก เพราะธรรมชาติของปัญหาคล้ายกับจักรยานยนต์ คือคนส่วนใหญ่เห็นปัญหา แต่ก็ยอมเสี่ยงเพื่อแลกกับความสะดวกเฉพาะหน้า

วิธีแก้ก็อาจเป็นแนวเดียวกับจักรยานยนต์ คือต้องทำความเข้าใจว่ารถปิกอัพมีไว้บรรทุกสินค้าสำหรับระยะทางที่ไม่ไกลมาก เพราะฉะนั้นจึงอาจไม่จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์แรงมาก ไม่จำเป็นต้องเร่งให้เร็วเกิน 7080 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจไม่จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตให้วิ่งข้ามหลายๆ จังหวัด เป็นต้น

ผมอยากใช้พื้นที่ที่เหลือพูดถึงรถบัส 2 ชั้น ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาได้ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีข่าวเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมทั้งอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้มีคนตายครั้งละหลายๆ คน และที่เหลือบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมาก

เท่าที่ทราบจากรายงานของกรมการขนส่งทางบก ปัจจุบันมีรถบัส 2 ชั้น ขึ้นทะเบียนเป็นรถโดยสารเกือบ 5,000 คัน แต่ละคันน่าจะจุผู้โดยสารได้ประมาณ 50 คน หากในช่วงสงกรานต์แต่ละคันเฉลี่ยวิ่งรับส่งผู้โดยสารเพียง 5 เที่ยว รวมแล้วก็จะบรรทุกผู้โดยสารกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อย

ที่ต้องพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของรถบัส 2 ชั้นเป็นพิเศษ เพราะในกรณีของจักรยานยนต์กับรถปิกอัพ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้ตัวดีอยู่แล้วว่ามีอันตรายมากกว่าการเดินทางวิธีอื่น แต่ก็สมัครใจยอมรับความเสี่ยง ต่างจากผู้โดยสารรถบัส 2 ชั้น ที่ส่วนใหญ่ไม่ระแคะระคายว่ามาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถมีน้อยกว่าที่ควรและมีน้อยกว่ารถชั้นเดียว

ประเด็นหลักๆ ที่ทุกคนควรจะเข้าใจเกี่ยวกับรถบัส 2 ชั้น มีดังนี้

หนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์ รถที่สูง หรือมีจุดศูนย์ถ่วงสูง การทรงตัวบนทางโค้งและบนถนนที่คดเคี้ยวจะมีปัญหามากกว่ารถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่วิ่งด้วยความเร็วสูงหรือวิ่งลงเขา

ในช่วงเทศกาล ซึ่งมีผู้โดยสารเต็มรถ รวมทั้งอาจมีการเสริมเก้าอี้ จุดศูนย์ถ่วงของรถจะยิ่งสูงขึ้น ทำให้การทรงตัวมีปัญหามากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในต่างประเทศ การใช้รถบัส 2 ชั้น ส่วนใหญ่จะใช้เป็นรถประจำทางในเมือง หรือสำหรับให้นักท่องเที่ยวนั่งชมวิว ภาพที่ติดตาคนมากที่สุดคือรถเมล์ 2 ชั้น ทาสีแดงทั้งคัน รูปร่างคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน

มีอยู่บ้างที่ใช้เป็นรถโดยสารทางไกลระหว่างเมือง แต่เส้นทางส่วนใหญ่จะไม่คดเคี้ยวขึ้นลงมาก และที่สำคัญต้องเคร่งครัดในเรื่องความเร็ว

สอง รถบัส 2 ชั้นในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นรถที่ผลิตใช้เองในประเทศ โดยใช้ซากรถเก่า หรือแชสซีเก่า แล้วทำตัวถังใหม่ครอบ ซึ่งสามารถตกแต่งและทาสีให้ดูใหม่เอี่ยมสวยหรู รวมทั้งติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ทันสมัย เช่น ทีวีกับเครื่องเสียง แต่มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาจถูกละเลยหรือมีไม่เพียงพอ

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้เป็นการดูถูกอุตสาหกรรมของคนไทย แต่เราคงต้องยอมรับความจริงกันว่า บริษัทประกอบรถบัสเหล่านี้ของเราไม่ได้เป็นบริษัทระดับสากล และไม่ได้มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หากจะพยายามผลิตเพื่อส่งออก ย่อมยากที่จะผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยในต่างประเทศ

ลักษณะหนึ่งที่คนมีความรู้ด้านวิศวกรรมสังเกตเห็น คือชั้นบนขาดความมั่นคงแข็งแรง ส่วนใหญ่จะติดกระจกแผ่นยาวและมีโครงสร้างแบบบาง เมื่อเกิดอุบัติเหตุมักจะหัก หลุด หรือยุบหายไปทั้งกะบิ แทบจะไม่เป็นประโยชน์ในการปกป้องร่างกายและชีวิตของผู้โดยสาร

สาม คนขับส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำเรียนหรือฝึกฝนในเรื่องการขับรถบัส 2 ชั้นมาโดยเฉพาะ ต้องเรียนรู้เองจากประสบการณ์เมื่อเปลี่ยนมาจากการขับรถประเภทอื่น บางครั้งกว่าจะรู้ตัวว่าเข้าโค้งหรือลงเขาเร็วเกินไปก็สายเกินแก้เสียแล้ว

เรื่องสุดท้าย การกำกับดูแลของภาครัฐ มีคนสงสัยว่ากรมการขนส่งทางบกไปเอากฎเกณฑ์หรือแบบอย่างมาจากไหนในการออกใบอนุญาตให้เป็นรถโดยสารทางไกล

การตรวจสอบสภาพประจำปีก็เช่นกัน หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าไม่ได้มีไว้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่เพื่อความอยู่ดีกินดีเป็นการส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท