
ASEANมองอย่างเข้าใจ
เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
โดย..วีระสักดิ์ โควสุรัตน์
เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ได้ยกเลิกภาษีสินค้าข้ามแดนระหว่างกันเองกว่า 8,000 รายการ (ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2010) มูลค่าการค้าไทยกับอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคิดเป็น 20% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ที่สำคัญอาเซียนได้ก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยแซงหน้าสหรัฐและยุโรป หรือญี่ปุ่นไปแล้ว
ปัจจุบัน 65% ของ GDP ไทยมาจากภาคการส่งออก ตลาดส่งออกสู่อาเซียนจึงเป็นตลาดที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดสหรัฐและยุโรปมีปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านต่างๆ ของไทยกับอาเซียนไม่ได้มีเพียงแค่ FTA เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรอบความร่วมมือหลักๆ 3 ด้าน ที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ
1.ความมั่นคงทางการเมือง 2.เศรษฐกิจ 3.สังคม และวัฒนธรรมอาเซียนมีประชากรรวมกันถึงเกือบ 600 ล้านคน (หรือ 1 ใน 10 ของประชากรโลก) GDP 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (มากกว่า GDP ไทย 5 เท่า) คาดว่าในปี 2015 จะเพิ่มเป็น 700 ล้านคน GDP จะเพิ่มเป็น 2.69 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากจะพูดว่า AEC หรือ ASEAN Economic Community ไม่ใช่ประเด็นใหม่อะไร ก็คงไม่ผิด เพราะเป็นข้อตกลงเดิมๆ ภายในกลุ่มที่เคยทำกันไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นก็นำมาผนึกกันเป็น AEC เช่น ข้อตกลงที่ว่าด้วยเรื่องการค้าเสรี หรือ ASEAN Free Trade Area (AFTA) ตั้งแต่ปี 1993 ลงนามปี 1993 เรื่องกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการค้าภาคบริการ หรือ ASEAN Framework Agreement on services (AFAS) ลงนามปี 1996 และข้อตกลงอาเซียนเกี่ยวกับการลงทุน หรือ ASEAN Investment area (AIA) ลงนามปี 1998 โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมบางอย่าง เช่น AFTA ครอบคลุมทั้งการปรับลดภาษี และการส่งเสริมการค้าด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอย่างการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น ส่วนการลงทุน AIA ก็เพิ่มเติมการคุ้มครอง ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนด้วย
เมื่อก้าวสู่ปี 2015 อัตราภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่เป็น 0% (มีบางรายการที่ยังลดภาษีนำเข้าไม่ได้ เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหว) การค้าระหว่างกันจะสะดวกขึ้น มีการใช้มาตรฐานเดียวกันและแน่นอนว่า ขั้นตอนเอกสารต่างๆก็จะลดลง ด้านบริการเปิดโอกาสให้แรงงานฝีมือหรือผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางสามารถเดินทางไปทำงานภายในอาเซียนได้สะดวกขึ้น
แต่ไม่เปิดให้แรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งทั่วโลกทุกชาติก็จะสงวนไว้เป็นหลักก่อน แต่ผ่อนปรนได้ตามรายการที่ยกเว้นภายใต้สัญญาบริการ ที่AFAS นั้น จะให้อาชีพใดไปทำงานได้ในอาเซียนก็ต้องผ่านเอกสาร MRA หรือ Mutual Recognition Agreement ซึ่งเป็นเกณฑ์กลางในการยอมรับคุณสมบัติของบุคคลร่วมกัน ขณะนี้มีอยู่ 7 อาชีพ ได้แก่ นักบัญชี หมอ หมอฟัน พยาบาล วิศวกร สถาปนิกและช่างสำรวจ เป็นต้น ด้านการลงทุนจะเปิดเสรีมากขึ้น และทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นการเปิดเสรีแบบมีเงื่อนไข กล่าวคือ แต่ละประเทศสามารถกำหนดข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนในประเทศได้ และจะถือหุ้นในบริษัทในประเทศอื่นได้ไม่เกิน 70% ของมูลค่าจดทะเบียนของบริษัทนั้น
แม้มีการกล่าวกันหนาหูว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงวาทกรรม ยังมีปัจจัยสำคัญต่างๆ อีกมากที่ยังขาดอยู่ โดยเฉพาะความเป็นประชาคมอาเซียนยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คนอาเซียนรวมทั้งไทยด้วย การเรียนรู้ภูมิภาคหรือเพื่อนบ้านศึกษามีน้อยมากหากเทียบกับผู้ที่มีความชำนาญในฝั่งตะวันตก และที่สำคัญควรมีการวิจัยเพิ่มด้านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาเซียนกับการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ ASEANGCC, ASEANChina, ASEANIndia สม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อหาท่าทีร่วมที่ทุกชาติอาเซียนพึงมี
นอกจากนั้น การมองถึงความเป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรม (Plural Culture) ต่างฝ่ายยังต่างอ้างสิทธิการเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของตัวเองฝ่ายเดียว ดังนั้นหากเราจะคิดอยู่ร่วมหรือจะลงทุน หรือทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้รายละเอียดการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเต็มใจ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้หากจะเปรียบกับการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอื่น เช่น GCC หรือ Gulf Cooperation Council ซึ่งเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 1981 ประกอบด้วยซาอุดี…อาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน แต่กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีการใช้สกุลเงินร่วม ไม่มีนโยบายต่างประเทศร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่ปัจจัยหลายๆ อย่างเอื้ออำนวยกว่า AEC ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาซึ่งใช้ภาษาเดียวกัน ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาและวัฒนธรรมเดียวกัน
หรือหากจะดู EU ที่มีการริเริ่มจัดตั้งประมาณปี 1952 แต่ก็เพิ่งจะสำเร็จเมื่อปี 2002 เพราะเป็นปีที่เงินสกุลยูโรเข้าสู่ระบบการเงินยุโรปอย่างเป็นทางการ ดังนั้น AEC เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปซึ่งต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่าสักวันต้องสำเร็จแต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยจิตที่ใหญ่และใจที่มุ่งมั่นครับ







