
ฮ่องกง-สิงคโปร์เปิดศึกชิงศูนย์กลางการเงินโตเกียว
สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายลงไปบ้าง
สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายลงไปบ้าง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายลงไปบ้าง จนโลกธุรกิจในโตเกียวเกือบเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ตลาดหุ้นโตเกียวมีความเคลื่อนไหวขึ้นลง ไม่หวือหวามากนัก คล้ายคลึงกับช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและวิกฤตนิวเคลียร์
แต่สถานะของโตเกียวในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกได้สั่นคลอนลงไปมาก จนเปิดโอกาสให้ 2 ประเทศในเอเชีย ที่หมายมั่นที่จะแย่งส่วนแบ่งฐานะศูนย์กลางการเงินจากโตเกียวมาเนิ่นนาน ได้โอกาสทองที่จะก้าวสู่อีกระดับ หรือกระทั่งระดับที่ใกล้เคียงกับฐานะอันเกริกไกรในตลาดทุนโลกของญี่ปุ่น
2 ประเทศที่ว่านี้ คือ ฮ่องกงและสิงคโปร์
ทั้งสองประเทศต่างแย่งชิงความก้าวหน้าในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินอย่างช้าที่สุดตั้งแต่ช่วงปี 2007 จากความพยายามเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจของตน จากประเทศที่เน้นการผลิตและส่งออกเป็นหลัก มาเป็นประเทศที่เน้นการบริการทางการเงิน ดังเช่นประเทศพัฒนาแล้วทั่วไป
การแข่งขันระหว่างฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นไปอย่างเข้มข้น ถึงกระทั่งมีการจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อแย่งชิงสถาบันการเงินและนักลงทุนชั้นนำให้มาตั้งฐานในประเทศตน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดหย่อนภาษี แรงงานที่มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาจีน สาธารณูปโภคที่ครบครัน โดยเฉพาะการอัพเกรดสนามบินอย่างขนานใหญ่ และอัตราเงินเดือนที่สูงกว่า
ในจำนวนนี้ยังรวมถึงการกระชับความร่วมมือเชิงพันธมิตรกับตลาดหุ้นที่กำลังมาแรงในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเวียดนาม ยังผลให้ช่วงหนึ่งเวียดนามถูกรุมตอมจากทุกด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งตลาดหุ้นโตเกียวยังผูกมิตรกับตลาดหุ้นโฮจิมินห์
ไม่เพียงเท่านั้น ฮ่องกงและสิงคโปร์ยังได้รับอานิสงส์เมื่อวิกฤตการเงินลุกลามไปทั่วสหรัฐและยุโรป ยังผลให้สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งต่างย้ายฐานมายัง 2 ประเทศ โดยที่สิงคโปร์เองยิ่งมีศักยภาพเหนือชั้นยิ่งขึ้น เมื่อฮ่องกงเผชิญกับการระบาดของโรค SARS และโรคไข้หวัด 2009
ในช่วงเวลาที่พีกที่สุด สิงคโปร์ได้กลายเป็นศูนย์กลางธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ก่อนปี 2008 ขณะที่ฮ่องกงสามารถก้าวขึ้นมารั้งอันดับ 3 ของศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก จากการสำรวจโดยดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (GFCI) เมื่อปี 2007
เป้าหมายของฮ่องกงคือเขี่ยสิงคโปร์ ขณะที่สิงคโปร์ต้องการเอาชนะฮ่องกงที่กำหนดเป้าหมายศูนย์กลางการเงินก่อนตนไม่นานนัก ส่วนเป้าหมายร่วมกันของทั้งสองประเทศ คือ การแย่งชิงรัศมีจากญี่ปุ่นให้ได้แม้เพียงส่วนเสี้ยวหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของฮ่องกงและสิงคโปร์ต้องพบกับอุปสรรคเข้าจังเบอร์ เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 กว่าปี ยังผลให้ฮ่องกงต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ระยะหนึ่ง แต่ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ฮ่องกงไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวมากนัก ในการผลักดันตัวเองอีกครั้งเมื่อกลไกเศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ทว่า สิงคโปร์มีเงื่อนไขที่ต่างออกไป ด้วยความที่เศรษฐกิจของประเทศนี้ยังพึ่งพาการค้าในสัดส่วนสูงถึง 220% ของ GDP อีกทั้งยังเพิ่งเริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเงิน ยังผลให้สิงคโปร์ต้องบอบช้ำถึง 2 ทาง นั่นคือ รายได้จากภาคการผลิตและส่งออกชะลอตัวลง เนื่องจากตลาดสหรัฐและยุโรปอยู่ในอาการเป็นอัมพฤกษ์ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการเงินยังติดเชื้อร้ายจากสหรัฐและยุโรปในเวลาไม่นานนัก
โชคดีที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อย่างเข้าสู่ปี 2010 (ส่วนเวียดนามกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่อย่างยิ่งในขณะนี้) ด้วยแรงหนุนจากจีนต่อฮ่องกงและสิงคโปร์ได้แรงหนุนจากภาคการผลิตและส่งออกที่คึกคักอีกครั้ง
ส่วนญี่ปุ่นตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะแม้กรุงโตเกียวจะได้รับผลจากแผ่นดินไหวและสึนามิเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่รอดพ้นจากวิกฤตนิวเคลียร์ไปเสียทีเดียว ซึ่งจุดนี้จะส่งผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่นักลงทุนชาวต่างชาติที่ปักหลักอยู่ในญี่ปุ่น
และย่อมสั่นคลอนต่ออันดับโลกของญี่ปุ่น แต่ในทางกลับกันจะช่วยส่งเสริมฮ่องกงและสิงคโปร์
ล่าสุด จากการจัดอันดับโดย GFCI ฮ่องกงอยู่ในอันดับ 3 ของโลก สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 4 ส่วนโตเกียวกลับอยู่ในอันดับ 5 เท่ากับเซี่ยงไฮ้
ขณะที่การจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes ฮ่องกงรั้งอันดับ 2 โตเกียวอยู่ในอันดับที่ 4 ส่วนสิงคโปร์ไม่ติดท็อป 10
ส่วนการจัดอันดับโดย MasterCard ที่เรียกว่าดัชนีศูนย์กลางการค้าโลก (WCCI) กลับปรากฏว่าโตเกียวอยู่ในอันดับที่ 3 สิงคโปร์อันดับที่ 4 และฮ่องกงในอันดับที่ 6
สาเหตุที่ดัชนีเหล่านี้มีอันดับโลกที่ขัดแย้งกัน เพราะใช้มาตรฐานการวัดที่ต่างกัน
ดังเช่นตัวอย่างของดัชนี GFCI ที่จัดให้ฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ 3 นั้น ต้องเข้าใจว่าฮ่องกงมีระบบเศรษฐกิจที่เสรีที่สุดในโลก จากการสำรวจโดย Heritage Foundation หน่วยงานเอกชนอันเป็นเสมือนมันสมองของระบอบทุนนิยมเสรี
ส่วนดัชนี WCCI ให้โตเกียวอยู่ในอันดับที่ 3 นั้น อ้างอิงกับขนาดเศรษฐกิจที่แท้จริงของญี่ปุ่น ซึ่งเคยรั้งอันดับที่ 2 ของมหาอำนาจโลกเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับจีน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
อาจกล่าวได้ว่า แต่ละประเทศมีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ต้องการแย่งชิงมาจากโตเกียว คือ ความคึกคักและขนาดที่มโหฬารของตลาดทุน
แม้ฮ่องกงและสิงคโปร์จะพยายามอย่างเต็มที่เพียงใด ยังทำได้แค่ดึงดูดให้ธุรกิจการเงินมาประกอบธุรกิจในประเทศตนเพิ่มขึ้นเท่านั้น ยังไม่สามารถเพิ่มมูลค่าการลงทุนได้ทัดเทียมกับโตเกียว
เมื่อวัดกันที่พื้นฐานอันแข็งแกร่ง จะพบว่าโตเกียวยังโค่นได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณทุนภายในจากอัตราการออมของประชาชนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐบาลสูงที่สุดในโลกเช่นกันที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณทุนในตลาดหุ้นโตเกียวสูงกว่าตลาดหุ้นฮ่องกงถึง 40% ไม่เพียงเท่านั้น เงินเยนยังมีสถานะที่สูงกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย ในตลาดซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศ
ด้วยจุดแข็งเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังปักหลักในโตเกียว ไม่รีบตื่นตูมย้ายฐานการลงทุนมายังฮ่องกงหรือสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจุดแข็งเหล่านี้จะไม่สามารถพิชิตได้เลยเสียทีเดียว เพราะที่ผ่านมาฮ่องกงและสิงคโปร์ทุ่มลงทุนไปกับการแย่งชิงส่วนแบ่งในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกมากมายมหาศาล การชะลอความพยายามเพื่อยั้งไว้ที่ความพึงพอใจในระดับเดิมๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกของทั้งสองประเทศอย่างแน่นอน
สิ่งที่ฮ่องกงและสิงคโปร์จะนำมาใช้ดึงดูดนักลงทุน คือ อัตราภาษีที่ต่ำมากที่ 15% ขณะที่ญี่ปุ่นสูงถึง 40% ญี่ปุ่นยังขาดแรงงานที่มีทักษะภาษาอังกฤษหรือจีน และกระบวนการขออนุญาตลงทุนที่ล่าช้ากว่าอย่างมาก
ล่าสุด ฮ่องกงเปิดเกมรุกครั้งใหม่ด้วยการเริ่มกระบวนการอนุญาตเข้าประเทศและการทำงานในฮ่องกงสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการอพยพออกจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสมองด้านการเงินที่มีรายได้สูง ส่วนสิงคโปร์กำหนดเป้าหมายยกระดับตัวเองสู่อันดับโลกที่ดีขึ้นในปีนี้
ศึกแย่งชิงตำแหน่งศูนย์กลางการเงินแห่งเอเชียยังไม่จบลงง่ายๆ และยังไม่อาจเรียกได้ว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ







