
หืดจับลดภาษีหุ้นน้ำมันดีเซล
มาตรการอุ้มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของรัฐบาลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
มาตรการอุ้มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของรัฐบาลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
โดย...ทีมข่าวการเงิน
มาตรการอุ้มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของรัฐบาลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
เพื่อหวังได้ใจชาวรากหญ้า นับวันยิ่งเหมือนระเบิดเวลาที่ถูกนับถอยหลังใกล้ทำงานเข้ามาทุกที
ล่าสุด กระทรวงพลังงาน หัวเรือใหญ่ในฐานะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ผู้ดูแลเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แหล่งทุนใหญ่ที่ใช้ไปอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ก็ออกมาตีฆ้องร้องป่าวเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วนว่า เงินกองทุนใกล้หมดเกลี้ยง ไม่มีเหลืออุ้มน้ำมันดีเซลต่อไป
หลังจากดีดลูกคิดแล้วพบว่า พอถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้ เงินกองทุนน้ำมันฯ จะเหลืออีกแค่ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ยังไม่รวมภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคตอีก 7,000 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า เงินกองทุนสุทธิจะเหลือแค่ 3,000 ล้านบาท สามารถใช้อุ้มราคาน้ำมันดีเซลต่อไปได้ไม่ถึงเดือน เพราะทุกวันนี้ต้องใช้เงินชดเชยน้ำมันดีเซลถึงเดือนละ 4,500-5,000 ล้านบาท
กระทรวงพลังงานผู้ดูแลเงินจึงต้องออกมาเต้น และเตรียมนำเรื่องนี้ถกกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะมีการประชุมในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ พอเหมาะพอดี เพื่อหามาตรการอื่นมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล หากรัฐบาลยังต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้อยู่ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไป
แนวทางอื่นที่จะเข้ามาช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล หากใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไม่ได้อีกต่อไป หนีไม่พ้นมาตรการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงพลังงานพยายามโน้มน้าวให้กระทรวงการคลังดำเนินการมาหลายต่อหลายครั้ง
กระทรวงการคลังที่ยังบักโกรกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมานาน และฐานะการคลังที่เพิ่งตีกลับมาดีขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ก็คิดหนักว่าจะยอมเฉือนเนื้อสนองนโยบายรัฐบาลหรือไม่
คราวนี้คลังคงดิ้นไม่ออก เพราะว่ากองทุนน้ำมันฯ หลังพิงฝาแล้ว หากไม่ลดภาษีสรรพสามิตก็จะต้องกู้เงินแน่นอน ไม่ว่าจะกู้ในรูปแบบไหนก็คือการเป็นหนี้
แต่การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในภาวะปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะจะกระทบกับฐานะการคลัง รายได้ที่กรมภาษีรายงานว่าจัดเก็บเกินก็จะหดตัวลงทันที
เพื่อแก้ไขปัญหาว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จึงส่งเรื่องไปให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาให้ชัดเจนว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจะมีผลกระทบอย่างไร
สศค. ทำการศึกษาแล้วพบว่าการลดภาษีน้ำมันดีเซลทุก 1 บาท ทำให้เงินภาษีหายไป 1,500-1,600 ล้านบาทต่อเดือน
สศค. ยังระบุว่า การลดภาษีน้ำมันสามารถทำได้เต็มที่เพียง 1 บาทเท่านั้น จากปัจจุบันที่รัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร
ทำไมจึงลดได้มากที่สุดแค่ 1 บาท เป็นคำถามที่ รมว.คลัง จะถูกนายกรัฐมนตรีถามอย่างแน่นอน
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่ารัฐบาลมีการตั้งงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท จากการประมาณการรายได้ที่คาดว่าจะเกินเป้า 1.11.2 แสนล้านบาท โดยการทำงบประมาณกลางปีทำไม่เต็มรายได้ที่เก็บได้เกินเป้า ก็เก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด
ทำให้หากมีความจำเป็นต้องลดภาษีน้ำมันลง 1 บาท ตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป ก็จะทำให้รายได้จากภาษีน้ำมันที่อยู่ในช่วงงบประมาณปี 2554 หายไป 5 เดือน คิดเป็นเม็ดเงินก็ 7,000-8,000 ล้านบาท ก็ยังถือว่าพอทน ไม่กระทบทำให้รายได้หายไปจนสะเทือนกับงบกลางปีที่ตั้งเพิ่ม
ฉะนั้น การจะลดภาษีน้ำมันมากกว่า 1 บาท เห็นเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะเท่ากับว่าเงินจะหายไป 1.4-1.6 หมื่นล้านบาท กระทบกับรายได้ไม่พอกับงบที่ตั้งเพิ่มกลางปีอย่างแน่นอน
ข้อจำกัดดังกล่าว ทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักว่าการลดภาษีน้ำมันได้เพียง 1 บาท ทำไปแล้วจะคุ้มหรือไม่ หากสถานการณ์น้ำมันทรงตัว และมีแนวโน้มลดลง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็เป็นทางเลือกที่น่าเสี่ยง เพราะอาจจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ทะลุไป 30 บาทต่อลิตร ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
แต่ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันยังทรงตัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ต่อเนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ
หากเป็นเช่นนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท ก็ไม่ต่างอะไรกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะนอกจากจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ได้แล้ว ยังส่งผลให้รัฐบาลขึ้นภาษีกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง
ดังนั้น โจทย์การลดภาษีน้ำมันจะเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องถกกันหน้าดำหน้าแดงว่าจะเสี่ยงเปิดหน้าสู้ หรือว่าจะยอมถอยหาทางอื่นที่ดีกว่านี้
หากมองให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าหนทางที่เหลือนอกจากการลดภาษีก็คือ การกู้เงินมาโปะเงินกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งประเมินแล้วเป็นทางเลือกที่รัฐบาลไม่ยอมเดินซ้ำรอยรัฐบาลในอดีตที่ตกหลุมเป็นหนี้ก้อนโตถึง 8 หมื่นล้านบาท เพื่อมาอุ้มราคาน้ำมันดีเซลเพียงไม่กี่เดือน
นอกจากนี้ รมว.คลัง ได้ออกมาย้ำตลอดเวลาว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดจะบริหารกองทุนน้ำมันฯ จนเงินติดลบเหมือนในอดีต ดังนั้นการกู้เงินมาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลจะเป็นทางเลือกที่ตัดทิ้งไปได้
ส่วนอีกทางที่เหลือก็คือ การขยับเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่ตรึงไว้ให้มากกว่า 30 บาท เพื่อลดการชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ ให้น้อยลง ก็อาจเป็นทางเลือกที่รัฐบาลต้องยอมกลืนเลือดเอาตัวรอด
แม้ว่าการขยับราคาตรึงสูงขึ้นจะมีผลกระทบทำให้มีการขึ้นราคาสินค้า กระทบคนรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ แต่รัฐบาลก็อาจจะแก้ลำโดยการชูมาตรการเพิ่มรายได้สู้ของแพงที่เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หมายมั่นปั้นมือจะกลับมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศอีกสมัย
ตั้งแต่น้ำมันโลกขึ้นราคามา และรัฐบาลใช้นโยบายอุ้มราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ได้เดินทางมาถึงรอยต่อที่สำคัญในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลอยู่ในภาวะเสือลำบาก แม้มีทางเลือกมาก จะยอมตายดาบหน้าลดภาษีน้ำมันยื้อให้ผ่านหน้าเลือกตั้งไปให้ได้ก่อน หรือว่าเพิ่มเพดานราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาโรคที่ตรงจุดมากกว่า แต่จะทำให้รัฐบาลเสียแต้มทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางอุ้มราคาน้ำมันให้เสียหายน้อยที่สุด กู้เงินมากก็จะโดนด่า ลดภาษีก็จะมีปัญหางบประมาณ แต่ถึงทางแยกที่รัฐบาลต้องเลือกแล้ว และคงจะเลือกวิธีทั้งลดภาษีและเพิ่มเพดานราคาน้ำมัน หากไม่มีทางเลือกอีกแล้ว







