
อุ้มดีเซลสะดุด
ยันลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้แค่ลิตรละบาทหวั่นเกินนี้กระทบงบกลางปี
ยันลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้แค่ลิตรละบาทหวั่นเกินนี้กระทบงบกลางปี
คลังตั้งแง่ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลได้เต็มที่ลิตรละ 1 บาท หวั่นกระทบแผนงบประมาณสมดุล
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทำข้อมูลการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พิจาณาไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจหากต้องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อให้ระดับราคาขายปลีกไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้คำมั่นไว้กับผู้ใช้น้ำมัน
ทั้งนี้ สศค.ประเมินว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ภาษีหายไป 1,500-1,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมัน ปัจจุบันกรมสรรพสามิตเก็บภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 5.31 บาท
อย่างไรก็ตาม สศค.ได้เสนอความเห็นว่า การตัดสินใจจะลดภาษีเป็นนโยบายทางการเมือง หากไม่มีทางเลือกต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ควรลดลงเพียงลิตรละ 1 บาท เพื่อไม่ให้กระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลในภาพรวม เพราะมีการทำงบประมาณกลางปี 2554 เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ด้านนายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ดูแลกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รมว.คลัง และ รัฐบาล ซึ่งคาดเรองนจจตองว เรื่องนี้ต้องหารือในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ทั้งนี้ นายวรรณรัตน์ ชาญนุกล รมว.พลังงาน ประธานคณะกรรมการคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ออกมาเปิดเผยว่า ปลายเดือน เม.ย. นี้ เงินกองทุนจะเหลือ 1 หมื่นล้านบาท ไม่รวมกับภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในอนาคตอีก 7,000 บาท จึงต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีในการประชุม กพช. ตอนปลายเดือนให้หาแนวทางอื่นดูแลราคาน้ำมันดีเซลต่อ
ก่อนหน้านี้ กบง. ได้เสนอให้มีการขยับเพดานตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้มากกว่า 30 บาท เพื่อลดภาระการชดเชยให้น้อยลง หรือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และกู้เงิน หากต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ต่อไป
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมจะเสนอการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนนี้ตามนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้เวลาในการสรุปรายละเอียดทั้งหมดภายใน 1 เดือน เพื่อให้ทันก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภา
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายทุกญี่ห้อ และได้ให้แต่ละรายเสนอความเห็นโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ที่มีการเก็บภาษีจากการปล่อยคาร์บอนได้ออกไซด์ (CO2) ว่าควรเป็นอัตราที่เท่าไร ถึงจะเหมาะสม และต้องการระยะเวลาในการปรับตัวกี่ปีหลังจากประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่
"ขณะนี้่ผู้ประกอบการทุกรายได้ส่งข้อเสนอมาให้ที่กรมสรรพสามิตหมดทุกรายแล้ว และกรมจะรวบรวมความเห็นที่ยังแตกต่างกันมากเสนอให้ ครม. รับทราบ ทั้งเรื่องการปล่อย CO2 และระยะเวลาที่จะให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้" นายพงษ์ภาณุ กล่าว
นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่กรมเสนอใหม่ จะมีมาตรการภาษีจูงใจลดการปล่อย CO2 หากรถยนต์ที่ผลิตและพัฒนาการปล่อยได้น้อยกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% หากปล่อยเกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะเสียภาษีอัตราปกติ และหากปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตรต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5%
สำหรับการปรับโครงภาษีรถยนต์แต่ละประเภท ในส่วนของรถยนต์นั่งจากเดิมที่มีอัตราภาษีหลายอัตราจะเหลือ2 อัตรา คือ รถยนต์ที่ต่ำกว่า 3000CC อัตราภาษี 30% และขนาดเครื่องยนต์เกิน 3000CC อัตราภาษี 50% ส่วนรถยนต์ตรวจการณ์ หรือ PPV ยังคงอัตราภาษีเดิมที่ 20%
ขณะที่รถกระบะยังคงอัตราเดิม 3% และมีภาษีการปล่อย CO2 อยู่ที่บวกลบ 2% และรถยนต์ดับเบิ้ลแคปอัตราภาษี 12% และภาษีการปล่อย CO2 อยู่ที่บวกลบ 3%
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบบางเห็นว่าการเก็บภาษีการปล่อย CO2 ของรถยนต์กระบะ และรถดับเบิ้ลแคป ควรเก็บอัตราเดียวกับรถยนต์นั่ง เพราะมีการปล่อย CO2 มาก และที่ผ่านมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการโดยสาร ไม่ใช้เพื่อการขนส่งเพื่อการพาณิชย์
ก่อนหน้านี้ นายพงษ์ภาณุ ได้เปิดเผยว่า การเก็บภาษีไม่สามารถให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ตัดสินใจได้ว่าควรเป็นเท่าไร ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลว่าความเหมาะสมควรเป็นเท่าไร โดยจะนำเสนอคู่ไปกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่คัดค้านให้ ครม.ชี้ขาด
รายงานข่าวแจ้งว่า ในเวลา 15.00 น.วันที่ 7 มี.ค.นี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะมีการประชุม ว่าต้องชดเชยราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มอีก 3050 สต.ต่อลิตร หรือไม่ หลังราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบขยับขึ้นอีก







