posttoday
ทางออกเชื่อมโยงตลาดกับทรัพย์สินทางปัญญา

ทางออกเชื่อมโยงตลาดกับทรัพย์สินทางปัญญา

06 เมษายน 2554

ในฉบับก่อนได้พูดถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาทำตลาด

ในฉบับก่อนได้พูดถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาทำตลาด

โดย..พวงรัตนื อัสวพิศิษฐ์

 
ในฉบับก่อนได้พูดถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญามาทำตลาด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การนำมาขาย นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเย็นมากโดยเฉพาะสำหรับบ้านเรา จนผู้เขียนเปรียบเทียบเป็นเข็นภูเขาขึ้นครก แทนที่จะเป็นไปตามคำพังเพยที่ว่า เข็นครกขึ้นภูเขา แต่ยังไม่ได้ลงถึงปัญหาว่าเกิดจากอะไร

ที่จริงในหลายๆ ประเทศก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับไทย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่บริษัทเอกชนยังไม่เห็นความสำคัญของการวิจัยพัฒนา การวิจัยพัฒนาจึงอยู่ที่บุคคลทั่วไปและในสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมหาวิทยาลัยต่างๆ เสียมากกว่า ส่วนในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของยาที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทที่ลงทุนในการวิจัยพัฒนาจำนวนมหาศาล และคุณภาพของผลงานวิจัยก็ออกมาสูง แน่นอนว่าไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด เพราะว่ากว่าจะเข้าสู่ตลาดก็ทดลองแล้วทดลองอีก ทั้งในระดับห้องทดลอง ไปจนถึง Clinical Trial โดยใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี

แต่ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงไทยด้วย เรื่องที่บริษัทจะลงทุนกันขนาดนั้น คงต้องรอไปอีกหลายชาติ ยิ่งบริษัทของเราส่วนใหญ่ก็รับจ้างผลิตแล้วก็ร่ำรวยส่งออกกันมหาศาล การทำวิจัยพัฒนาจึงเป็นอันพับเก็บใส่ลิ้นชักกันไปก่อน นอกจากบริษัทใหญ่ๆ บางบริษัทเท่านั้น

ผู้เขียนเคยคุยกับผู้ที่อยู่ในวงการทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ถึงการที่เอกชนเขาเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตเป็นผู้ลงทุนผลิตเอง แล้วก็ได้ทราบว่าในช่วงที่รับจ้างผลิตนั้นเขาจะทำการวิจัยพัฒนาปรับปรุงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่รับจ้างผลิตไปด้วยจนมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม แล้วก็ไปเสนอขายผู้จ้าง ถ้าผู้จ้างสนใจเขาก็ผลิตต่อไป พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้รับจ้างผลิตก็ยังพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุดนิ่ง แน่นอนว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีก แต่การรู้จักดิ้นรนพัฒนาตัวเองไปก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาก้าวหน้าไปเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ขอกลับมาเรื่องบ้านเราดีกว่า การที่การวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ที่มหาวิทยาลัยและรายบุคคลแล้ว ทำให้นอกจากจะมีปัญหาในเรื่องเงินทุนแล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องการขายผลงานไม่ได้ ซึ่งถ้าสรุปปัญหาใหญ่น่าจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น

1.นักประดิษฐ์ไม่ใช่นักการตลาด เขามีความเชี่ยวชาญในสาขาเคมี ชีวะ วิศวะ หรือกลไกต่างๆ หรือในงานที่เขาดำเนินการอยู่ทุกวัน เขาสามารถเห็นข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ของสิ่งที่ใช้อยู่กับมือ สามารถลองผิดลองถูกในการพัฒนาให้ดีขึ้น และทราบว่าจะพัฒนาต่อยอด หรือแก้ไขความบกพร่องของสิ่งนั้นๆ อย่างไร แต่ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ การผลิตจริงๆ ในขนาดที่ใหญ่พอจะสนองตอบความต้องการของตลาดได้จะทำได้มากน้อยเพียงใดหรือไม่

2.นักคิดนักประดิษฐ์ทั้งหลายลงทุนลงแรงไปในการศึกษาวิจัยอย่างมาก และมองเห็นแต่คุณค่าของผลงานของตัวเอง รวมถึงการบวกค่าแรงค่ามันสมองเข้าไปด้วย จึงต้องการขายผลงานในราคาที่แพงมาก บางครั้งแพงเกินความจริง ทำให้ขายไม่ได้

3.ขาดช่องทางหรือระบบการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา

4.ผลงานของนักประดิษฐ์ไม่อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งรวมถึงคุณภาพด้วย

5.นักประดิษฐ์ไม่รู้ช่องทางการตลาด ไม่รู้วิธีทำตลาด และนักการตลาดก็ไม่เข้าใจ ผลงานหรือกระบวนการหรือกรรมวิธีทางด้านเคมี ชีวะ หรือวิศวกรรม อย่างลึกซึ้งพอที่จะทำการตลาดให้ได้ โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสิ่งประดิษฐ์ให้เห็น

การประดิษฐ์กับการตลาดไม่สามารถจะเกิดขึ้นในคนคนเดียวได้ คงจะไม่มีคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือ บิล เกตส์ มากมายนัก สองคนนี้น่าจะเป็นตัวอย่างของการเป็นนักคิด นักประดิษฐ์ และนักการตลาดในคนคนเดียวกัน ดังนั้นการประดิษฐ์กับการตลาด จึงยังไม่สามารถจะเชื่อมต่อกันได้ ห่วงโซ่ตรงนี้หายไป และไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่อีกหลายๆ ประเทศก็มีปัญหาเช่นนี้ ทำอย่างไรจะสร้างห่วงโซ่ตรงนี้ขึ้นมาเชื่อมต่อได้

ในต่างประเทศโดยเฉพาะที่เจริญแล้วปัญหานี้มีไม่มากนัก จะมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาภายในบริษัทเอง โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ เช่น IBM MICROSOFT และบริษัทยาต่างๆ เป็นต้น โจทย์ของนักวิจัยจึงเป็นเรื่องของการสนองตอบต่อความต้องการของตลาด หรือบริษัทที่ไม่มีฝ่ายวิจัย ก็จะมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือเข้าไปเลือกซื้อผลงานการประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เอง ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทเหล่านั้นต้องดูความต้องการของตลาด แล้วจึงเข้าไปเลือกซื้อ รวมถึงบริษัทที่เข้าไปซื้ออาจจะเป็นเวนเจอร์แคป ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดอยู่แล้ว

บางประเทศเช่นสิงคโปร์ เอกชนจะเป็นผู้จัดงานปีละหลายๆ ครั้งให้นักประดิษฐ์ได้พบกับผู้สนใจ อาจเป็นบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ หรือเป็นเวนเจอร์แคป รวมถึงบริษัทจากต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ

ผู้เขียนคงไม่สามารถเสนอทางออกทั้งหมดได้ แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นการส่งเสริมให้บริษัทเข้าไปเลือกซื้อผลงาน หรือผลิตภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น หรือมีการร่วมมือกันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำวิจัยพัฒนากันมากขึ้น เป็นการขยับตลาดเข้าไปหานักประดิษฐ์มากกว่าให้นักประดิษฐ์ก้าวออกมาหาตลาดเอง หรืออาจเป็นเอกชนนักจัดงานใหญ่ๆ ที่เรียกว่าอีเวนต์ขึ้น เพื่อให้มีการพบกันแบบที่สิงคโปร์ทำก็น่าจะช่วยได้บ้าง แต่แน่นอนคุณภาพของผลงานนั้นต้องสูงพอสมควรด้วย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท