
เงินเฟ้อโลก ดอกเบี้ยไทย และเรื่องที่ไม่พูด
หากมีการนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด&
หากมีการนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด&<2288;
โดย...เวทางค์ พ่วงทรัพย์
หากมีการนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด คงหนีไม่พ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหลักการของนโยบายคืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งการลงทุน การทำธุรกิจ และการจ้างงาน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มต้นทุนการลงทุน การทำธุรกิจ และลดการจ้างงาน
แน่นอน การใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป แต่ที่ต้องมีการนำมาใช้เนื่องจากต้องการชะลอเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินควร และป้องกันการเกิดปัญหาเงินเฟ้อ
บทความนี้ผมวิเคราะห์ข้อเท็จจริงบางประการเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่คิดว่าสำคัญ แต่ไม่ได้มีการพูดกันมากนัก ดังนี้
1.เงินเฟ้อโลกลดลงและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากข้อมูลของ IMF ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา (2533–2552) อัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของประเทศไทยลดลงมาก (ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยบาร์เรลละ 23 เหรียญสหรัฐ ในปี 2533 เป็นเฉลี่ยบาร์เรลละ 97 เหรียญสหรัฐ ในปี 2551 ก่อนลดลงเหลือ 62 เหรียญสหรัฐ ในปี 2552) และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อในระยะ 45 ปีข้างหน้า (2553–2557)
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกและประเทศต่างๆ ลดลงในระยะที่ผ่านมา เนื่องจากการรวมตัวทางการเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
สำหรับ 45 ปีข้างหน้า IMF มองว่าอัตราเงินเฟ้อของโลกรวมทั้งของไทยจะลดลงจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับต่ำ กำลังการผลิตที่ล้นเหลือ นอกเหนือจากกระแสการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแข่งขันส่งออกและการรวมตัวทางการเศรษฐกิจของโลกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
2.เงินเฟ้อของไทยเกิดจากราคาน้ำมันและอาหารสด อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยที่ 2.5% ยกเว้นปี 2551 ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่า 5% จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบของโลก เฉลี่ยบาร์เรลละ 97 เหรียญสหรัฐและเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อ พบว่าสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อมาจากราคาหมวดพลังงานและราคาหมวดอาหารสด คิดเป็น 60% ของอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อของหมวดพลังงานและอาหารสดเฉลี่ย 10 ปี ของช่วงปี 2543–2552 อยู่ที่เฉลี่ย 6.0% และ 8.3% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% และอัตราเงินเฟ้อหมวดพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่รวมพลังงานและอาหารสด) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.0% เท่านั้น
ในทางหลักการของนโยบาย ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่มาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและสาเหตุอื่นในฝั่งของต้นทุนการผลิต (Supply Shocks) เนื่องจากไม่สามารถลดปัญหาต้นทุนการผลิตได้ แต่จะยิ่งเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยไม่จำเป็น
และที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากจากเมื่อ 10 ปีก่อน จากบาร์เรลละ 28.2 เหรียญสหรัฐ ในปี 2543 เป็นบาร์เรลละ 62 เหรียญสหรัฐ ในปี 2552 เพิ่มขึ้น 219% แต่มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อไทยน้อยมากในช่วงเวลาปี 2543–2552 ที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5%
3.ต้นทุนจากนโยบายดอกเบี้ยสูง หากปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ จาก 1.25% เป็น 3.25% หรือเพิ่มขึ้น 2% จะส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาทต่อปี และต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับภาคเอกชน
นี่คือต้นทุนทางตรงของดอกเบี้ย
ไม่นับรวมการลดลงของราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ยอดขายลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การทำธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่น้อยลง รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
4.มีทางเลือกในการลดเงินเฟ้ออีก การลดอัตราเงินเฟ้อมีหลายวิธีนอกจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลกระทบมากและเป็นวงกว้าง อาทิ การใช้มาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล และการใช้มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำในปี 2553 ตลอดจนการลดภาษีสำหรับสินค้านำเข้าก็สามารถช่วยให้ราคาสินค้าในประเทศลดลงได้
ผมคิดนอกกรอบว่า หากเป้าหมายคือการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แทนที่จะใช้วิธีเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีการอื่น เช่น นำเงินภาคเอกชน 2 แสนล้านบาท งบประมาณภาครัฐ 5.7 หมื่นล้านบาท และกลไกอื่นของรัฐมาใช้ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า อาทิ ลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต และใช้มาตรการลดค่าครองชีพด้านอาหาร การเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น อาจจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้เช่นกัน แต่ผลกระทบในทางลบน้อยกว่า
สุดท้าย ผมมองว่าปัญหาเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่รุนแรงนัก จากกระแสการรวมตัวทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันส่งออก (และลดราคาสินค้าส่งออก) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งกำลังการผลิตที่ล้นเหลือของโลก ถึงแม้ว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อมีความจำเป็น แต่มีความจำเป็นน้อยลง ภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป และเครื่องมือในการควบคุมราคาสินค้าที่มีหลากหลาย







