
ถึงเวลาดอกเบี้ยสหรัฐขาขึ้น
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวระหว่างปาฐกถาที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวระหว่างปาฐกถาที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวระหว่างปาฐกถาที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ว่า แนวโน้มที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ย้ำว่าหากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในระดับสูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ เฟดจะลงมือใช้มาตรการเพื่อสกัดกั้นปัญหาที่จะตามมาในทันที
เบอร์แนนคี มิได้ให้รายละเอียดว่า มาตรการที่จะนำมาใช้หมายถึงมาตรการใด แต่คาดเดาได้ 2 ประการ คือ หากมิใช่การยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 หรือ QE2 ก็ต้องเป็นมาตรการด้านดอกเบี้ย
มาตรการ QE2 มีกำหนดสิ้นสุดในเดือน มิ.ย.นี้ ทว่านักวิเคราะห์ต่างเห็นว่า กำหนดการนี้ตั้งไว้อย่างหลวมๆ เพราะโอกาสที่เฟดจะต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีอยู่ หากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ด้วยกลไกของตัวเองอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม เฟดมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะมาตรการ QE2 คือต้นตอโดยตรงของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเกิดจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อบวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดขีดเฉียด 0% ยังผลให้เกิดความต้องการเงินกู้มหาศาลติดตามมาด้วยการใช้จ่ายอย่างขนานใหญ่ ขณะที่อัตราการออมลดลง ยังผลให้อุปทานสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ และนำมาซึ่งภาวะเงินเฟ้อ
ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกประการที่ 2 ที่เฟดต้องพิจารณาอย่างละเอียด คือ การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเสียที หลังจากตรึงในอัตราเดิมมานานนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี 2008
แต่ปัญหาเงินเฟ้อที่เฟดจะเป็นกังวลมิใช่ผลพวงมาจาก QE2 และอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดขีด
แต่จากปากคำของเบอร์แนนคี ทำให้เราทราบว่าเป็นแนวโน้มสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำลังรบกวนจิตใจของผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ หลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี
ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอยู่ที่ 2.10% (ตัวเลขเดือน ก.พ.) จากที่เคยต่ำถึง 0% เมื่อเดือน ม.ค. ปี 2009 และเคยสูงสุดที่ 2.60% เมื่อเดือน ม.ค. ปี 2010 ก่อนที่จะปรับลงมาอยู่ที่ 1.2% จนกระทั่งถึง 1.6% เมื่อเดือน ม.ค. ปี 2011
เป็นที่น่าสนใจว่า นับตั้งแต่ใช้ QE2 เมื่อปลายปีที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อมิได้ขยับขึ้นมากนัก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้มีนัย 2 ประการ คือ QE2 มิได้เป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อรุนแรงดังที่หวาดเกรงกัน และประการที่ 2 QE2 ยังไม่ประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐ (จนเกิดเป็นกระแสคาดการณ์ว่า อาจมี QE3 ติดตามมา)
เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของความคึกคักทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือจีนและบรรดาตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย
ในทางหนึ่งเฟดพยายามปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่ใช้เป็นไฟเขียวให้ยุติมาตรการ QE2 หรือขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย นักวิเคราะห์มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับขึ้นในราวครึ่งหลังของปีนี้
แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า มีปัจจัยลบเข้ามาแทรกซ้อนเสียก่อน นั่นคือภาวะสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน
กลายเป็นว่าปัจจัยที่ก่อปัญหาเงินเฟ้อที่ลุกลามอยู่ในตลาดเกิดใหม่กำลังส่งผลกระทบต่อสหรัฐในทางอ้อม จนกระทั่งเบอร์แนนคีต้องส่งสัญญาณแต่เนิ่นๆ
เงินเฟ้อลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปตามกลไกได้อีกครั้ง แต่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก ที่อาจกลายเป็นการซ้ำเติมให้แนวโน้มการฟื้นตัวต้องสั่นคลอนลงอีก
แนวโน้มที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจึงมีอยู่สูง แต่อาจเป็นไปได้ว่าจะยังดำเนินมาตรการ QE2 ต่อไป
สัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนมิได้มาจากปากคำของเบอร์แนนคี แต่มาจากข่าวคราวความเคลื่อนไหวของบรรดาสมาชิกกำหนดนโยบายของเฟดรายต่างๆ ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ถึงต้นเดือน เม.ย.
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ชาร์ลส์ พลอสเซอร์ ผู้ว่าการเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้ถึง 2.5% ภายในเวลา 1 ปี เจ้าตัวไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลา เพียงแต่แย้มว่า “ในอนาคตอันใกล้”
ถัดมาในวันที่ 26 มี.ค. เจมส์ บุลลาร์ด ผู้ว่าการเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ เสนอแนะว่า ควรพิจารณายุติมาตรการ QE2 ในเร็วๆ นี้ (หรือหมายถึงก่อนกำหนด) เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นมาก
แต่แล้วเมื่อวันที่ 2 เม.ย. วิลเลียม ซี. ดัดลีย์ ผู้ว่าการเฟด สาขานิวยอร์ก กลับย้ำว่า แม้เศรษฐกิจในช่วงเดือน มี.ค. จะขยายตัวคึกคักกว่าที่คาดไว้ แต่ยังไม่ควรถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนกำหนด
สาเหตุที่เฟดมีท่าทีขัดแย้งกันเองถึงเพียงนี้ ก็เพราะต้องการประคับประคองไม่ให้กระแสคาดการณ์ของนักลงทุนกลายเป็นกระแสที่บงการทิศทางนโยบายของเฟดจนเกินควร จึงส่งสัญญาณที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ไม่ด้วยเหตุผลภายใน ก็ด้วยปัจจัยภายนอก
ทางเลือกที่อาจดีที่สุด คือ หากเงินเฟ้อปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคาน้ำมันแพง (ปัจจัยภายนอก) เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ยังคงพยุงเศรษฐกิจในประเทศต่อไป ด้วยการคงหรือต่ออายุมาตรการ QE2
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวในช่วงไตรมาส 2 ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐไปจนถึงวิกฤตในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนกำหนดราคาน้ำมันโดยตรง
ครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐ







