
เงินเฟ้อ 6% เป็นไปได้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจ 1,200 คน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจ 1,200 คน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ล่าสุด พบว่าส่วนใหญ่คาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ไว้สูงถึง 6%
หากพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มี.ค. 2554 แล้วจะพบว่า อัตรา 6% ไม่น่าเป็นไปได้ ในเมื่อเงินเฟ้อจริงๆ ยังอยู่ระดับต่ำที่ 3.14%
แต่หากมองดูให้ลึกลงไปถึง “ไส้ใน” ของตัวเลข “ดัชนีราคาผู้บริโภคที่แท้จริง” แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องตลกแม้แต่น้อย
เมื่อตัวเงินเฟ้อทั่วไปที่ “ออกอาการ” ในเดือน มี.ค. คือหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ราคาพุ่งสูงขึ้น 5.87%
หมวดผักผลไม้เพิ่ม 17.26% และหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม 2.69%
เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้นสูงนั้น เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนจริงๆ เป็นปัจจัยสี่และปัจจัยเสี่ยงในการดำรงชีพ
เมื่อตรวจสอบข้อมูลดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน ก.พ. 2554 ก็พบว่าขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ระดับ 32.4%
โดยเฉพาะยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ หรือความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ปริมาณผลิตสินค้าเกษตรในตลาดโลก รวมถึงไทย ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวน ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง
นอกจากนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปควรจะสูงกว่านี้ ถ้าไม่ถูก “หมก” เอาไว้จากนโยบายลดค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งเว้นค่ารถเมล์ รถไฟ ไฟฟ้า และประปา
ทั้งๆ ที่ต้นทุนในการดำเนินการเพิ่มขึ้นหมดแล้ว และไม่ใช่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นอย่างนี้ทั้งโลก
ในสหรัฐใช้น้ำมันลิตรละ 100 ส่วนของไทย รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังคงตรึงราคาดีเซลเอาไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร
ส่งผลให้ตัวเลขและภาระต่างๆ ไม่สะท้อนค่าความเป็นจริง เรียกว่าบิดเบี้ยวและหลอกตัวเองอย่างมากมาย สุดท้ายกลายเป็นว่ารัฐบาลกลับไปขึ้นราคาค่าสาธารณูปโภคไม่ได้ ต้องให้ประชาชนใช้ฟรีแบบถาวร
ไม่เพียงเท่านั้น เงินเฟ้อ 6% ยังเกิดจากปัจจัยที่รัฐบาลทำขึ้นเอง เช่น นโยบายแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มไม่ได้ ส่งผลให้ช่วงไตรมาสแรกน้ำมันปาล์มขึ้นราคาไปถึงขวดละ 80 บาท จากปกติ 47 บาท
ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วง 34 เดือนข้างหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือดัชนีราคาผู้ผลิต
โดยในเดือน มี.ค. 2554 ดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้น 5.9% ซึ่งเป็นตัวเลขในระดับที่ใกล้กับสิ่งที่นักธุรกิจกังวลก็คือที่ 6% แบบจ่อคอหอย เผาขน และรดต้นคอ
โดยดัชนีผู้ผลิต เป็นตัวที่สะท้อนราคาจากมือผู้ผลิต ผู้ค้าส่งจริงๆ หากยังสูงขนาดนี้ เมื่อส่งไปถึงมือของร้านค้าปลีกก่อนไปถึงผู้บริโภค จะแพงหูฉี่ขนาดไหน
โดยต้นเหตุมาจากราคาผลิตภัณฑ์จากเหมืองและปิโตรเลียมสูงขึ้น 7.6%
สินค้าเครื่องดื่มและยาสูบสูงขึ้น 4.3%, ยานพาหนะ 2.8%, เกษตรกรรมลดลง 1.3% ส่วนสัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์สูงขึ้น 5.7%
เฉลี่ยแล้วช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.มี.ค.) 2554 พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้น 6.4%
งานนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 21 เม.ย.นี้ น่าจะต้องคิดหนักว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหรือไม่ แต่หากขึ้นจริงก็ต้องยอมรับชะตากรรม เพราะดอกเบี้ยเป็นเหมือน “ดาบสองคม”
มีผู้รับเคราะห์จากนโยบายนี้เต็มๆ คือคนกู้ทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็มีผู้ได้รับประโยชน์ เพราะคนที่ฝากเงินก็จะได้รับอานิสงส์มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น
หากเงินเฟ้อสูง 6% จริงๆ แล้ว เชื่อว่า ธปท.ก็หนีไม่ออก บอกไม่ถูกต้องขึ้นดอกเบี้ยให้ทัดเทียมกัน ป้องกันสถานการณ์ “เงินเฟ้อติดลบ” ซึ่งน่ากลัวกว่า
ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจเกิดภาวะฟองสบู่ เนื่องจากผู้คนจะไม่ฝากเงินกับแบงก์ แต่จะนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจเก็งกำไร เช่น ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดเงินบาท เพื่อหารายได้ให้มากกว่าเงินเฟ้อ
สุดท้ายก็เป็นการซ้ำเติมปัญหา เพราะไม่เพียงแต่เงินเฟ้อจะไม่ลดลงแล้ว ยังมีโอกาสเกิดปัญหาราคาเฟ้อ ของแพง และเศรษฐกิจโตเทียม เหมือนปี 2540 อีกด้วย
ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น 6% เท่ากับว่าแบงก์ต้อง “ชาร์จต้นทุน” ตรงนี้กับผู้กู้ยืมเงิน หมายความว่าแบงก์ต้องบวกกำไรเข้าไปอีก 34%
สุดท้าย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยต้องเพิ่มพูนไปถึง 910%
การที่ดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นไปทะลุเลขสองหลัก แต่เศรษฐกิจไม่เติบโต อาจส่อให้เกิดภาวะหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว ภาคธุรกิจไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงถึง 10% ได้แน่นอน
ยิ่งหากในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตด้วยเลขหลักเดียวอย่างในขณะนี้ เท่ากับเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ส่วนภาคธุรกิจก็ไม่น่าจะดำเนินการอะไรที่ก่อให้เกิดกำไรได้มากมายขนาดนี้ บวกกับภาวะที่แข่งขันในตลาดสูง “มาร์จิน” ของธุรกิจน่าจะอยู่แค่ 5% เท่านั้น
เท่ากับว่ารายได้ของธุรกิจยังติดลบต่อไป ใครสายป่านยาวก็ไปรอด ถ้าใครสายป่านสั้นก็แอ้งแม้ง
การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อที่ 6% จึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากรัฐบาลมัวแต่หมกมุ่นกับการเลือกตั้ง ไม่หันมาสยบราคาค่าครองชีพ หรือเพิ่มรายได้ของประชาชนผ่านอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงแล้ว งานนี้พอจะเห็นอนาคตของประเทศไทยอยู่ลางๆ
เพราะความวุ่นวายทางการเมือง และชนวนความรุนแรงที่เราเห็นในประเทศต่างๆ นั้น จุดเริ่มต้นก็คือภาวะข้าวยากหมากแพง







