
ประชาธิปไตยเต็มวัย
...พลเดช ปั่นประทีป
ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ยิ่งมีกระแสความเคลื่อนไหวและข่าวลือรัฐประหารหนาแน่น เพื่อนฝูงหลายคนตื่นตัวเช็กข่าวสารกันถี่ยิบ ขณะที่บางคนออกอาการชินชา เพราะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่มีปัญญาทำอะไรอยู่ดี
อันที่จริงระบอบประชาธิปไตยของเรามีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นมามาก แม้ในช่วง 78 ปี จะมีความพยายามในการจัดระเบียบการบริหารบ้านเมืองโดยใช้ความรุนแรงถึง 27 ครั้ง เป็นการปฏิวัติ 1 ครั้ง รัฐประหาร 11 ครั้งก่อกบฏ 11 ครั้ง และการลุกฮือของประชาชน 4 ครั้ง
คราวนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นความรุนแรงแบบไหน เห็นว่าบาง กลุ่มทนไม่ได้อยากยึดอำนาจเพื่อจัดการวิกฤตของประเทศด้วยการปฏิรูปครั้งใหญ่ บางกลุ่มต้องการแค่ช่วยพรรคพวกในคดี 7 ตุลา บางกลุ่มคอยจังหวะผลักสถานการณ์ไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อล้างกระดานชนชั้นผู้ปกครอง แต่บางกลุ่มก็หวังเพียงว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลเป็นชุดใหม่เพื่อมีโอกาสเจรจาต่อรองทรัพย์สินและคดีส่วนตัวขึ้นบ้างเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบมีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่าย และสิ่งที่ได้ตอบแทน เสมอ คุ้มค่าหรือไม่ก็ว่ากันไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่ากงล้อประชาธิปไตยของเราจะยังคงหมุนไปข้างหน้า
ความจริงแล้ว หากไม่ใจร้อนที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยความรุนแรง หรือดิ้นรนเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตนจนเกินไป ระบอบประชาธิปไตยของเราก็กำลังเดินไปสู่สิ่งที่ผมอยากเรียกว่า
“ประชาธิปไตยที่โตเต็มวัย” อยู่แล้วขอเพียงทุกฝ่ายนิ่ง หยุดอาละวาด ตั้งสติเพื่อส่วนรวม และช่วยกันทำในเรื่อง การกระจายอำนาจ เรื่อง ประชาสังคม และเรื่อง ความหลากหลายของพรรคการเมืองสาธารณะ อย่างจริงจัง
ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสหพันธรัฐอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ เขาเป็นประชาธิปไตย อยู่ในโครงสร้างเลย เพราะมีการกระจาย การปกครองเป็นแบบมลรัฐจึงไม่ต้องมาพูดถึงการกระจาย อำนาจอีกไม่มีการรัฐประหารเพื่อแย่งยึดอำนาจอันรวมศูนย์อยู่ส่วนกลางโดยสิ้นเชิงและประเทศมีความมั่นคงก้าวหน้า
ประเทศที่เป็นราชอาณาจักร อย่างเราหลายประเทศก็เข้มแข็งไม่แพ้กัน ทั้งยังมีความมั่นคงทางสังคมมากกว่าด้วยซ้ำ เช่น อังกฤษ สวีเดน นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ปัจจัยหลักอยู่ที่การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง และการมีระบบสวัสดิการสังคมที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งการกระจาย อำนาจและระบบสวัสดิการสังคมนี้ต้องการท้องถิ่นที่มีธรรมาภิบาลและต้องการประชาสังคมที่เข้มแข็ง ดังนั้นควรผลักดันให้งบประมาณแผ่นดินอย่างน้อย 60% ได้บริหารโดยท้องถิ่นและสนับสนุนภาคประชาสังคมในการดูแลบริการสาธารณะ
ทำให้ดีระบบอำมาตย์ และระบบอุปถัมภ์ทั้งเก่าและใหม่ก็จะหายไปเอง การรัฐประหารจะหมดไปโดยปริยาย
ส่วนเรื่องพรรคการเมืองสาธารณะ สังคมไทยควรให้ความเอาใจใส่มากขึ้นกว่าเดิม อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของชนชั้นผู้ปกครองหรือชนชั้นนำเท่านั้น กล่าวคือคนไทยต้องปรับกระบวนทัศน์จากการเป็น
“ผู้ถูกปกครอง” มาเป็น “การปกครองด้วยตนเอง” ให้มากขึ้นปัจจุบันพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นสมบัติส่วนตัวของกลุ่มนายทุน ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อจัดการทรัพยากรของชาติ ความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคไม่มี สุดแต่ว่าเจ้าของพรรคตัวจริงเขาจะเอาอย่างไร
ในด้านความหลากหลายของพรรคการเมืองนั้น วันนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ทางชนชั้น และแนวความคิดแบบอนุรักษนิยมทั้งสิ้น
ช่วงสิบปีหลัง เกิดพรรคการเมืองนายทุนที่มีแนวคิดแบบ เสรีนิยม ขึ้นมาเป็นตัวเลือกเข้าบริหารประเทศ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวของสังคมต่อสิ่งใหม่ๆ และเกิดการแข่งขันต่อสู้กันทั้งหนักทั้งเบาจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและรัฐประหาร 19 ก.ย. ล่าสุดได้เกิดพรรคการเมืองน้องใหม่ในแนวทาง กึ่งสังคมนิยม ขึ้นแล้ว และอาจกำลังตามมาอีก นี่จึงนับเป็นแนวโน้มที่ดี
การทำให้พรรคการเมืองเป็นสมบัติของสาธารณะ เป็นระเบียบวาระภาคประชาชนครับ
หยุดอาละวาดกันเสียทีครับ มาช่วยกันพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่โตเต็มวัยกันดีกว่า
อย่ารัฐประหาร อย่าฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ผมอยากให้ทุกฝ่ายอดทนใช้รัฐธรรมนูญ
“ฉบับยาแรง” ขนานนี้ไปให้ได้สัก 5 ปี แม้เซลล์บางส่วนอาจสิ้นอายุขัย แต่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแน่นอนครับ






