posttoday
ประชาธิปไตยในนิยามที่เราเรียกร้องกันมีจริงหรือ

ประชาธิปไตยในนิยามที่เราเรียกร้องกันมีจริงหรือ

04 กุมภาพันธ์ 2553

...เจษฏ์ โทณะวณิก

ไม่รู้ว่าใครจะเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยว่าอย่างไร หรือใครจะคิดว่าประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ โดยรากศัพท์ของประชาธิปไตยแล้ว หากตีความโดยภาษาไทย ประชา บวกกับ อธิปไตย ก็คือการที่ประชาชนมีอธิปไตย ซึ่งอธิปไตย หรืออธิปัตย์ก็คือความเป็นหนึ่ง ความเป็นตัวของตัวเอง การปกครองตนเองได้ และอีกสารพัด ที่แปลความได้ว่า คนคนหนึ่งจะต้องไม่ถูกคนอื่นๆ บังคับให้ต้องคิด พูด ทำ โดยไม่ต้องตรงกับเจตจำนงของเขา ดังนั้น ประชาธิปไตยแท้ๆ เลยก็คือ ใครอยากทำอะไรก็ต้องได้ทำอย่างนั้น อยากพูดอะไรก็ต้องได้พูดอย่างนั้น อยากคิดอะไรก็ต้องได้คิดอย่างนั้น นี่คือประชาธิปไตยแท้ๆ เลย

เราทั้งหลายก็อาจจะรู้ก็เป็นได้ว่าประชาธิปไตยแท้ๆ มันไม่มี อย่างดีก็เป็นประชาธิปไตยจัดตั้ง เมื่อเรารู้ว่าประชาธิปไตยจริงๆ มันไม่มี เราก็เลยพากันสะกดจิตตัวเอง โดยอาจจะมีคนนำเราให้สะกดจิตตัวเอง หรือเราเลือกที่จะสะกดจิตตัวเองก็ลองคิดดู โดยการสะกดจิตนั้นทำให้เราคิดว่าเรื่องเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย การทำตามมติของคนหมู่มาก โดยรับฟังเสียงของคนหมู่น้อย นี่คือประชาธิปไตยแท้ๆ จริงๆ แล้วนี่คือการหลอกตัวเองแท้ๆ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ๆ อะไรเลย มันคือประชาธิปไตยจัดตั้ง ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้กำลังจะบอกว่าผู้ที่เชื่อในเรื่องเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยอะไรคิดผิด เพียงแต่พวกเราต้องพากันมองให้ถูก และทำความเข้าใจให้ตรง

มันไม่ใช่อยู่ที่เราเรียกมันว่าอะไร และแท้จริงความหมายของคำคำหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ใครบอกว่ามันหมายความว่าอย่างไร มันอยู่ที่มันควรจะหมายความว่าอย่างไร เมื่อเราแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยคำหนึ่งๆ แน่นอนเราย่อมมีจุดมุ่งหมายของการทำเช่นนั้น นอกจากนั้นการที่เราร้อยเรียงปรัชญา ทฤษฎี หลักการ และอะไรต่อมิอะไรที่มันฟังดูเป็นวิชาการ เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นอะไรที่น่าเชื่อถือ ก็เพราะเราต้องการที่จะให้สิ่งนั้นๆ มันได้รับการยอมรับ และถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้อยู่ที่เราเรียกว่า “ประชาธิปไตย” และไม่ได้อยู่ที่อะไรจะประชาธิปไตยจริง อะไรจะประชาธิปไตยปลอม มันเป็นเรื่องของการจัดตั้งระบบ จัดตั้งระบอบ มันอยู่ที่รายละเอียด กระบวนการ หรือถ้าว่ากันแบบคนที่เห็นว่าการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดีคือ ส่วนหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องบอกว่ามันอยู่ที่เราตรากฎอย่างไร

หากเราจะบอกว่าระบอบใดระบอบหนึ่งมีลักษณะตายตัวของมันอยู่บางประการ หรือหลายๆ ประการ ก็คงจะไม่ผิดนัก แต่มันสำคัญอะไรหรือที่จะต้องไปตายตัวอยู่กับลักษณะบางประการ หรือหลายๆ ประการของระบบ มันอยู่ที่ว่ารายละเอียดโดยรวมเป็นอย่างไร

ดังนั้น หากเราจะมองประชาธิปไตยให้ออก จึงต้องมองตามลักษณะว่ามันคืออะไร และควรจะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญ เราแน่ใจแล้วหรือว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะต้องมีการปกครองรูปแบบที่กำหนดชัดเจนตายตัวรูปแบบเดียว และเรียกเป็นชื่อเดียวได้เท่านั้น หรือแท้จริงแล้ว ในแต่ละชื่อเรียกนั้น เราเพียงแต่เรียกสิ่งที่โดดเด่นภายใต้ชื่อนั้น หากแต่รายละเอียด อาจจะเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน หรือมีสิ่งที่ร่วมกันอยู่ในระบบ ระบอบทั้งหลายก็เป็นได้

เมื่อเราพูดถึงเรื่องกฎ บางครั้งเรามักจะมองข้ามมันไป หรือบางทีเราก็มองว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะตรากฎ หากเรามองข้ามกฎ เราก็จะไม่สนใจที่จะละเมิดกฎ หากเรามองว่ามันเป็นเรื่องง่าย เราก็มักจะปรับเปลี่ยนมันไปตามความต้องการของเรา ไม่ใช่ตามที่มันควรจะเป็น จริงๆ แล้ว “กฎ” นั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ก่อร่างสร้างมา และตราขึ้น โดยผ่านองคาพยพมากมาย และการใช้กฎนั้นสามารถทำได้หลายทาง หลายวิธี ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงกฎเพียงด้วยคำว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี” นั้น ก็จะเป็นการง่ายเกินไปในการมองกฎ เพราะในกฎทุกกฎล้วนมีความดีอยู่ และแน่นอนมีความไม่ดีอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดสรรการใช้กฎนั้นได้เหมาะสมกับสภาพการณ์ สภาพความเป็นจริง สภาพสังคม และสภาพเศรษฐกิจอย่างไร

รูปแบบ ระบบ หรือระบอบการปกครองทั้งหลาย รวมถึงประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ในความหลากหลายของกระบวนวิธีในการนำมาซึ่งการปกครองที่เหมาะควรกับประเทศหนึ่งๆ นั้น เรื่องดี เรื่องไม่ดี ย่อมเกิดขึ้นปะปนกันไป ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปของโลกความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น พวกเรามักจะมองว่า เผด็จการ (Dictatorship) หรือทรราช (Tyranny) เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เราก็รู้พอๆ กันว่าถ้าหากผู้ใดกุมอำนาจความเป็นประชาธิปไตยไว้ได้ ผู้นั้นก็กลายเป็นเผด็จการไปได้ พอๆ กับผู้ที่กุมอำนาจคณาธิปไตย (Oligarchy) หรืออำมาตยาธิปไตย (Aristocracy) ก็สามารถกลายเป็นเผด็จการได้เช่นกัน ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า การปกครอง หรือแม้กระทั่งความเป็นเผด็จการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ใด หากเป็นไปเพื่อประชาชนก็มีความเป็นประชาธิปไตยได้ หากเป็นไปเพื่อหมู่ เหล่า พวกพ้อง ก็จะกลายเป็นอำมาตยาธิปไตยไป ปราชญ์ในยุคกรีกโรมันนามอุโฆษว่า อริสโตเติล (Aristotle) เคยระบุรูปแบบการปกครองต่างๆ ไว้ 6 แบบด้วยกัน ได้แก่ ทรราช (Tyranny) ราชาธิปไตย (Monarchy) คณาธิปไตย (Oligarchy) อำมาตยาธิปไตย (Aristocracy) ประชาธิปไตย (Democracy) และองค์การปกครอง (Polity) ซึ่งลักษณะการกำหนดรูปแบบเช่นนี้เขาก็ได้มาโดยการประยุกต์การจัดรูปแบบของอาจารย์เขาที่ชื่อว่า เพลโต (Plato) ในหนังสือ “สาธารณรัฐ รัฐบุรุษ และกฎหมาย” (Republic, Statesman, and Laws) ซึ่ง “ธรรมนูญการปกครอง” ของแต่ละรูปแบบจะเขียนไว้อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากนัก หากเราไม่ได้เป็นคนที่เคารพในกฎอย่างแท้จริง ธรรมนูญนั้นก็จะเป็นเพียงหนังสือหนึ่งเล่ม ซึ่งเราจะปรับเปลี่ยนให้เป็นอย่างไรก็ได้ เช่นเดียวกันกับรายละเอียดของการปกครอง ประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

ตัวอริสโตเติลเองนั้น มองว่าการปกครองแบบองค์การปกครอง หรือที่เรียกว่า Polity นั้นเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอริสโตเติลเห็นว่าการปกครองที่เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน หรือเป็นการปกครองที่คนรวยและคนจนร่วมกันปกครองได้ จะเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมมนุษย์ อริสโตเติลมองว่าคณาธิปไตยนั้นเป็นการปกครองของคนรวย ส่วนประชาธิปไตยนั้นเป็นการปกครองของคนจน ดังนั้นรูปแบบที่เขาเรียกว่า Polity จึงเป็นการหลอมรวมกันของทั้งสองรูปแบบ ซึ่งจะทำให้เป็นการปกครองที่ลงตัว

นอกจากอริสโตเติลแล้วยังมีนักปราชญ์ในยุคกรีกโรมันอีกท่านหนึ่งคือ โพลีบิออส (Polybios) ที่มองว่าการปกครองควรจะเป็นแบบผสม ซึ่งโพลิบิออสเห็นว่าส่วนผสมที่ดี (โดยเขามองสาธารณรัฐโรมันเป็นตุ๊กตา) ควรจะเป็นราชาธิปไตย คณาธิปไตย และประชาธิปไตย ร่วมรวมกันอยู่ ซึ่งหากมองให้ลึกแล้ว ประเทศแทบทุกประเทศจวบจนถึงปัจจุบันก็ล้วนปกครองกันด้วยระบบผสมเช่นนี้ มีประมุขของรัฐ มีคณะผู้ปกครองบ้านเมือง ซึ่งคงจะถือได้ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจากการคัดเลือกรูปแบบต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง เป็นต้น และมีพลเมือง ประชากร หรือประชาชนของรัฐ โดยทุกภาคส่วนมีสิทธิ มีเสียงเช่นเดียวกัน แต่อาจจะโดยวิธีที่ต่างกัน ไม่มีใครใหญ่กว่า ไม่มีใครเล็กกว่า ต่างก็แบ่งแยกกันทำหน้าที่เพื่อทุกๆ คนในประเทศ

ใครจะคิดอย่างไร อะไรคือประชาธิปไตย อะไรไม่เป็นประชาธิปไตย ลองถามตัวเองดู คิดเช่นนั้นเพราะอะไร หากเพราะเพื่อคนส่วนรวมของประเทศ คิดไปเลย นั่นเหมาะควรแล้ว หากไม่ใช่ ลองคิดใหม่ทำใหม่ ก็อาจจะไม่สายจนเกินไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท